เนชั่นทีวี

ข่าว

ไม่เหนือความคาดหมาย! ดาวโจนส์พุ่งทะลุ 22,000 ที่เป็นการพุ่งขึ้นถึง 2,200 จุดตั้งแต่ต้นปีนี้

03 ส.ค. 2560 | te

ไม่เหนือความคาดหมาย! ดาวโจนส์พุ่งทะลุ 22,000 ที่เป็นการพุ่งขึ้นถึง 2,200 จุดตั้งแต่ต้นปีนี้

ไม่เหนือความคาดหมายเมื่อดาวโจนส์พุ่งทะลุ 22,000 เป็นครั้งแรก ที่เป็นการพุ่งขึ้นถึง 2,200 จุดตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเป็นความพยายามที่จะหาเหตุผลของตลาดว่าอะไรที่ทำให้ดัชนีดาวโจนส์พุงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งมีการชี้ไปที่ราคาหุ้นแอปเปิลที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 6% หลังจากทำยอดขาย iPhone มากกว่า 41 ล้านเครื่องในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่การทะยานของของตลาดหุ้นสหรัฐกลับไม่ส่งผลต่อดอลลาร์ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องในระดับต่ำสุดรอบ 27 เดือนโดยที่ Dollar Index ร่วงลงแตะที่ 92.80 ในทิศทางตรงข้ามกลับหนุนเงินยูโรแข็งค่าทดสอบที่ระดับ 1.1900 ดอลลาร์เมื่อวันพุธ

ทั้งที่ทรัมป์ส่งทวิตเตอร์ล่วงหน้าก่อน 1 วันระบุว่าดัชนีดาวโจนส์ที่ระดับ 22,000 นั้นเป็นภาพสะท้อนตลาดหุ้นสหรัฐที่ทั้ง "Big, Fat and Ugly Bubble" หลังจากที่มีการทะยานขึ้นในช่วง 6 เดือนจากระดับ 18,000 มาที่ 22,000 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 4,000 จุด หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เทียบกับระยะหนึ่งปีที่เพิ่มขึ้น 23% และเป็นการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2017 จนถึงปัจจุบันที่ 11.4%
ในที่สุดหลังจากที่ลังเลมาหลายวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมในการใช้บังคับกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่ที่ผ่านรัฐสภาสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีรัสเซียออกมาตอบโต้ว่า ความหวังใดๆ ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์รัสเซียกับสหรัฐจบลงไปแล้ว เพราะทรัมป์ได้ยินยอมให้รัฐสภามีอำนาจอยู่เหนือการบริหารประเทศ

1.ดาวโจนส์พุ่งทะลุ 22,000 ไม่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นถึง 2,200 จุด หรือเพิ่มขึ้น 11.4% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้มีความพยายามที่จะหาเหตุผลของตลาดว่าอะไรที่ทำให้ดัชนีดาวโจนส์พุงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งล่าสุดชี้ไปที่ราคาหุ้นแอปเปิลที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 6% พุ่งทะลุสูงกว่า 157 ดอลลาร์และมีมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นที่ 8.72 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นหุ้นที่มรนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากทำยอดขาย iPhone มากกว่า 41 ล้านเครื่องในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และมีรายได้ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น 12% ในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2017
โดยที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 22,016 เพิ่มขึ้น 52.32 จุด หรือ 0.24% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,477 เพิ่มขึ้น 0.05% สวนทางดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,362 ลดลง 0.29 จุด แต่การทะยานของของตลาดหุ้นสหรัฐกลับไม่ส่งผลต่อดอลลาร์ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องในระดับต่ำสุดรอบ 27 เดือนโดยที่ Dollar Index ร่วงลงแตะที่ 92.80 ในทิศทางตรงข้ามกลับหนุนเงินยูโรแข็งค่าทดสอบที่ระดับ 1.1900 ดอลลาร์เมื่อวันพุธ ล่าสุดเงินยูโรอยู่ที่ 1.1845 ดอลลาร์


2.ทั้งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งทวิตเตอร์ล่วงหน้าก่อน 1 วัน ระบุว่าดัชนีดาวโจนส์ที่ระดับ 22,000 นั้นเป็นภาพสะท้อนตลาดหุ้นสหรัฐที่ทั้ง "Big, Fat and Ugly Bubble" หลังจากที่มีการทะยานขึ้นในช่วง 6 เดือนจากระดับ 18,000 มาที่ 22,000 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 4,000 จุด หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เมื่อเทียบกับระยะหนึ่งปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 23% และเป็นการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2017 จนถึงปัจจุบันที่ 11.4%

โดยที่ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทดสอบถึงระดับสูงสุดที่ 22,020 ตั้งแต่เปิดตลาดในวันพุธก่อนที่จะย่อตัวลงในช่วงปิดตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มจับตามองที่ทิศทางของราคาหุ้น FANG ในกลุ่มเทคโนโลยีที่ประกอบด้วย Facebook, Amazon, Netflix และ Google ที่มีการปรับตัวลดลง 6% จากจุดพีคเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
รวมทั้งด้านเทคนิคของราคาหุ้นที่เป็นค่าเฉลี่ย 200 วันของดัชนีดาวโจนส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยเกาะติดไปกับเม็ดเงิน QE ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อัดฉีดเข้ามาในตลาดการเงินสหรัฐ อาจมีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อการดิ่งลงในระยะเวลาอันใกล้ หากเฟดประกาศมาตรการทางการเงินเพื่อลดภาระในงบดุลที่จะมีผลในเดือนกันยายนนี้


3.หลังจากที่ลังเลมาหลายวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมในการใช้บังคับกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่ที่ผ่านรัฐสภาสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่อยู่ในระหว่างการสอบสวนบุคคลใกล้ชิดในทีมการหาเสียงของทรัมป์ไปเกี่ยวข้องกับรัสเซียในการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว
โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วนี้ วุฒิสภาสหรัฐมีมติโหวตด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 98 ต่อ 2 ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรในระดับที่รุนแรงมากขึ้นต่อรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ โดยการลงมติของวุฒิสภามีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐโหวตด้วยคะแนนเสียง 419 ต่อ 3 เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้
อีกทั้งร่างกฎหมายคว่ำบาตรดังกล่าวยังเปิดทางให้สภาคองเกรสมีอำนาจในการขัดขวางประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ให้ยกเลิกการคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งระบุให้สภาคองเกรสมีอำนาจยกเลิกการตัดสินใจของประธานาธิบดี หากการตัดสินใจนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย


4.ขณะที่ Dmitry Medvedev นายกรัฐมนตรีรัสเซียออกมาตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าความหวังใดๆ ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์รัสเซียกับสหรัฐจบลงไปแล้ว โดยที่ทางการสหรัฐเตรียมประกาศสงครามการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นเพราะทรัมป์ไร้อำนาจในการบริหารประเทศ เพราะมีการโอนอำนาจไปให้กับสภาครองเกรสสหรัฐ
นอกจากนี้ กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฉบับนี้ อาจจะมีผลกระทบต่อระบบส่งท่อก๊าซของรัสเซียที่ไปถึงเยอรมนี ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรสหรัฐในยุโรป โดยก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปได้ออกมาเตือนว่าอาจเป็นการล่วงล้ำต่อความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรป
โดยที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ประกาศขับไล่เจ้าหน้าที่ด้านการทูตของสหรัฐที่ประจำการอยู่ในรัสเซียจำนวน 755 คนให้ลดลงเหลือ 455 คน เท่าๆ กับเจ้าหน้าที่การทูตของรัสเซียที่ประจำอยู่ในสหรัฐ รวมทั้งทำการยึดที่พักขนาดใหญ่และโกดังสินค้าแห่งหนึ่งของสหรัฐในกรุงมอสโก เพื่อตอบโต้การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัสเซีย ในทำนองเดียวกับที่ทางการสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้กระทำต่อรัสเซียในช่วงก่อนหน้านี้


5.นับจากนี้ไป ตลาดยังต้องจับตาที่การตอบโต้ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าเนื่องจากข้อขัดแย้งในปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงมากขึ้น โดยจีนจะตกเป็นเป้าหมายต่อไปจากข้อกล่าวหาที่ยังคงให้การสนับสนุนต่อเกาหลีเหนือ รวมทั้งมาตรการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสหรัฐยังคงกล่าวหาจีนอาศัยแรงงานราคาถูกและการใช้จ่ายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในระดับต่ำ โดยต้องการกดดันให้จีนต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อหวังลดขึดความสามารถแข่งขันของจีนในอนาคต
นอกจากนี้ ทางการสหรัฐที่ยังกล่าวหามาตลอดในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินที่ส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลง โดยจะมีการยกประเด็นเรื่อง Big Mac Index ของ The Economist ที้ว่าค่าเงินหยวนยังอยู่ในภาวะที่ Undervalue เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ รวมถึงฐานะเงินทุนสำรองของจีนที่อยู่ในระดับสูงเนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด