เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์ทวิตระบุดาวโจนส์ที่ 22,000 จุดในวันนี้

02 ส.ค. 2560 | te

ทรัมป์ทวิตระบุดาวโจนส์ที่ 22,000 จุดในวันนี้

ทรัมป์ทวิตเตอร์บอกดาวโจนส์ที่ระดับ 22,000 ในวันนี้ ถูกครอบงำทั้ง "Big, Fat, Ugly Bubble" หลังจากในช่วง 6 เดือนนับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธืบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมานี้ มีการเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากระดับ 18,000 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 22% และเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อลัน กรีนสแปน ออกโรงเตือนภาวะฟองสบู่แตกในตลาดบอนด์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำเกินไป ทำให้เกิดภาวะที่ไม่มีความยั่งยืน

ทั้งนี้ ดาวโจนส์ปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 5 และเคลื่อนไหวเฉียดระดับดัชนี 22,000 เนื่องจากนักลงทุนเก็งในเรื่องผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และจากแรงซื้อที่เข้าหนุนหุ้นกลุ่มการเงิน ส่งผลให้ดาวโจนส์ปิดที่ 21,963 เพิ่มขึ้น 72.80 จุด หรือ 0.33% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,476 เพิ่มขึ้น 0.24% และ Nasdaq ปิดที่ 6,362 กลับมาบวกเพิ่มขึ้น 0.23% หลัจากปรับตัวลงสวนทางดาวฌจนส์ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ดอยช์แบงก์เปิดเผยรายงานผลตอบแทนการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2017 โดยที่หุ้นของกรีซและหั่งเส็งฮ่องกงให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองที่ 27% ขณะที่ดัชนี MSCI ของตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับสามที่ 25% ส่วนการลงทุนในสกุลเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 14% ลงทุนในปอนด์-ดอลลาร์ให้ผลตอบแทน 8% ลงทุนในเงินเยน-ดอลลาร์ให้ผลตอบแทน 7% นอกจากนี้การลงทุนในบอนด์ของกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 14%

1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งทวิตเตอร์ Donald J. Trump (@realDonaldTrump) August 1, 2017 ระบุดัชนีดาวโจนส์ที่ระดับ 22,000 ในวันนี้ ถูกครอบงำทั้ง "Big, Fat, Ugly Bubble" หลังจากในช่วง 6 เดือนนับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธืบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมานี้ มีการเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากระดับ 18,000 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 22% และเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นฟองสบู่ต่อเนื่องในรอบ 10 ปีมานี้ โดยปราศจากตวามกังวลที่จะมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นเกมเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือการใช้ QE อัดฉีดเงินเข้ามาในตลาดแบบสุดโต่งนับตั้งแต่ปี 2008 ที่มีวงเงินสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์นั้น ซึ่งเฟดกำลังจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในการลดภาระงบดุลเดือนกันยายนนี้ ต่อจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่มีมาตั้งแต่ธันวาคม 2015 ได้กลายเป็นสัญญาณส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะการปรับตัวลดลงอย่างน้อย 5% ในเดือนตุลาคมนี้
โดยที่ความกังวลของนักลงทุนและนักวิเคราะห์เริ่มมองย้อนเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นสหรัฐเกิดวิกฤติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ซึ่งดาวโจนส์ดิ่งลง 23% เมื่อตลาดหุ้นเกิดภาวะฟองสบู่แตก

2. อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกโรงเตือนภาวะฟองสบู่ในตลาดบอนด์ปัจจุบัน โดยชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำเกินไปในขณะนี้ นำมาสู่ภาวะตลาดบอนด์ที่ไม่มีความยั่งยืน ท่ามกลางทิศทางที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่มีการปรับตัวขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บ่งชี้ว่า คลาดกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ ซึ่งไม่ใช่ในราคาหุ้น แต่เป็นราคาบอนด์

อดีตประธานเฟด ยังกล่าวว่า เศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่วงจรการดีดตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ตลาดบอนด์รร้อนแรงเกินไป หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อเนื่องไป โดยย้ำอีกว่า หากตลาดบอนด์ต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตก ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวดีดตัวขึ้น และจะกระทบต่อเนื่องถึงตลาดหุ้นหลังจากตลาดพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง
นอกจากนี้ยังเป็นความกังวลที่อลัน กรีนสแปน ที่ออกมาเตือนถึงการหวนกลับมาของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและมีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
ทั้งนี้ บอนด์ยีลอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐขณะนี้อยู่ที่ 2.3% ปรับตัวลดลงจากจุดพีคที่ 2.7% ส่วนบอนด์ยีลอายุ 30 ปีอยู่ที่ 2.8% จากที่ขึ้นไปแตะที่ 3% ในช่วงต้นปี 2017


3. ดาวโจนส์ปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 5 และเคลื่อนไหวเฉียดระดับดัชนี 22,000 เนื่องจากนักลงทุนเก็งในเรื่องผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และจากแรงซื้อที่เข้าหนุนหุ้นกลุ่มการเงิน ส่งผลให้ดาวโจนส์ปิดวันอังคารที่ 21,963 เพิ่มขึ้น 72.80 จุด หรือ 0.33% ชะลอลงจากที่ดัชนีไต่ขึ้นไปที่ 21,986 ในช่วงตันชั่วโมงการซื้อขาย ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 2,476 เพิ่มขึ้น 0.24% และ Nasdaq ปิดที่ 6,362 กลับมาบวกเพิ่มขึ้น 0.23% หลัจากปรับตัวลงสวนทางดาวฌจนส์ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การทำนิวไฮของดาวโจนส์ยังคงสวนทางกับทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จากแรงกดดันของข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนแอของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดในช่วงหลังจากนี้ไป โดยที่ Dollar Index มีการปรัยตัวลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 93.09 จากที่เคยขึ้นไปที่ 103 เมื่อปลายปีที่แล้ว


4. ดอยช์แบงก์เปิดเผยรายงานผลตอบแทนการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2017 โดยที่หุ้นของกรีซและหั่งเส็งฮ่องกงให้ผลคอบแทนเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองที่ 27% ขณะที่ดัชนี MSCI ของตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับสามที่ 25%
ขณะที่การลงทุนในเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 14% ลงทุนในปอนด์-ดอลลาร์ให้ผลตอบแทน 8% ลงทุนในเงินเยน-ดอลลาร์ให้ผลตอบแทน 7% นอกจากนี้การลงทุนในบอนด์ของกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ฝห้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 14%
ส่วนการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ข้าวสาลีให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 16% และทองแดงให้ผลตอบแทรเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่การลงทุนในน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ ให้ผลตอบแทนที่ติดลบ 7% และ 10% ตามลำดับ


5. ราคาหุ้นแอปเปิลพุ่งทะลุ 150.05 ดอลลาร์ ส่งผลมาร์เก็ตแคปทะลุเกิน 8 แสนล้านดอลลาร์ หลังแอปเปิล อิงค์ เผยผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปีงบการเงินปี 2017 ระบุว่า มีผลกำไรในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8.72 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 1.67 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วที่ระดับ 7.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.42 ดอลลาร์ต่อหุ้น และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 1.57 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ส่งผลให้รายได้ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 4.54 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบการเงินปีที่แล้วที่ระดับ 4.24 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นดว่า 12% ซึ่งมาจากยอดขายไอโฟนซึ่งอยู่ที่ 41.03 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบการเงินปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 40.4 ล้านเครื่อง
ส่วนรายได้ที่มาจากธุรกิจบริการอยู่ที่ 7.27 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบการเงินปีที่แล้วที่ 5.98 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แอปเปิลคาดการณ์ว่า รายได้ในไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.9-5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 4.92 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมี gross margin อยู่ระหว่าง 37.5-38% อย่างไรก็ตามการขายของแอปเปิลในจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดนั้นยังคงมีสัดส่วนที่ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โดยลดลงถึง 9.5%

ข่าวล่าสุด