นายพิชัย รุจิโรจน์สุวรรณ รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กล่าวถึงก้าวปีที่ 71 ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ว่า อ.อ.ป. เริ่มปลูกสร้างสวนป่าไม้เศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่าไม้เศรษฐกิจ 1.158 ล้านไร่ รวม 245 สวนป่า กระจายอยู่ทั่วประเทศจำแนกตามชนิดไม้ที่ปลูก คือ สวนป่าสัก สวนป่าไม้ยูคาลิปตัส สวนป่าไม้ยางพารา และสวนป่าไม้กระยาเลยอื่นๆ โดยผลผลิตจากสวนป่าไม้เศรษฐกิจสามารถนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับอุตสาหกรรมไม้ อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ จนเกิดการจ้างงานในชนบท ลดการลักลอบตัดไม้จากป่าธรรมชาติ และเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สาเหตุการเกิดโลกร้อน
ทั้งนี้ อ.อ.ป. ยังมีโรงเลื่อยแปรรูปไม้สักสวนป่า 4 แห่ง คือ
- โรงเลื่อยอู่บกพหลโยธิน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา- โรงเลื่อยอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา-ศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก อ.ร้องกวาง จ.แพร่- โรงเลื่อย แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
รวมทั้ง ยังมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้สัก 3 แห่ง คือ
-โรงงานอบไม้ และผลิตภัณฑ์ไม้ บางโพ กรุงเทพมหานคร-โรงเลื่อยอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา-ศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก อ.ร้องกวาง จ.แพร่
ซึ่งช่วยส่งเสริม สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน ส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็งกระจายรายได้สู่ชุมชนจนพัฒนาฝีมือแรงงาน และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากป่าปลูกของสวนป่าด้วย โดยไม้และโรงเลื่อยได้รับมาตรฐานสากล
รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กล่าวย้ำว่า อ.อ.ป. ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในท้องถิ่นรอบสวนป่า ด้วยโครงการหมู่บ้านป่าไม้จนถึงปัจจุบัน เพื่อรวบรวมราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงสวนป่ามารวมเป็นหมู่บ้าน พร้อมทั้ง ให้พื้นที่บริเวณสวนป่าของ อ.อ.ป. ตั้งบ้านเรือนครอบครัวละ 1 ไร่ ที่ดินทำกินครอบครัวละ 10 ไร่ และเปิดรับราษฎรในหมู่บ้านร่วมงานกับ อ.อ.ป. ในระบบวนเกษตร
ขณะเดียวกันสนับสนุนด้านการศึกษา ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาขึ้นในหมู่บ้านป่าไม้ เพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษากับเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีผลการเรียนดีที่ต้องการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป ถือเป็นการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ยั่งยืน