ภาพถ่ายทับหลังปราสาทเขาโล้น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว จากหนังสือศิลปะสมัยลพบุรี โดย ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล มหาวิทยาลัยศิลปากร ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2510 เป็นหลักฐานสำคัญว่าทับหลังที่ปรากฎในพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เคยอยู่ในประเทศไทย
ลักษณะทับหลัง มีเทวดาประทับเหนือเกียรติมุข เป็นศิลปะแบบปาปวน จึงคาดว่าปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 และจากหลักฐานศิลาจารึกปราสาทเขาโล้น ระบุตรงกับ พุทธศักราช 1559 ซึ่งจารึกท่อนใหญ่สูญหายไป
ชายคนนี้เป็นชาวบ้านเกิดในพื้นที่ เมื่อ พ.ศ.2491 เขาบอกว่าตอนเป็นเด็ก เคยขึ้นมาเลี้ยงวัวกับพ่อบนบริเวณปราสาทเขาโล้น และเคยเห็นทับหลัง ติดอยู่กับปราสาท พร้อมทั้งมีขอบประตู ส่วนบริเวณรอบนอกปราสาทยังมีสิงห์โตแกะสลักอยู่ทั้ง 4 มุมยอดเขาเนื้อที่กว่า 2 ไร่ และโดยรอบอีกประมาณ 100 ไร่ซึ่งเป็นเนินเขา กรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซม หลังเกิดกระแสทวงคืนทับหลับ พบร่องรอยฐานปราสาทขนาดใหญ่ ซึ่งเคยมีปรางค์ปราสาท ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ที่เคยพังถล่มลงมาส่วนบริเวณนี้ นักโบราณคดียังไม่แน่ใจว่าเป็ยปรางค์ปราสาทอีก 1 องค์หรือไม่ หรือเป็นเพียงโคปุระ คือซุ้มประตูทางเข้า หากเป็นซุ้มประตูก็จะต้องมีทั้งด้านหน้า และด้านหลังปราสาท ซึ่งขณะนี้ ขุดค้นแต่เพียงหลังปราสาทเท่านั้น จึงยังพิสูจน์ไม่ได้สตุกภัทรคีรี คือเมืองโบราณที่ซ้อนทับกับพื้นที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ในปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ตามศิลาจารึกสด็กก็กธมได้เอ่ยถึง เป็นที่ตั้งของปราสาทเขาโล้น เทวาลัย บูชาเทพในศาสนาพรามห์ ฮินดู ที่สร้างโดย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ก่อนสร้างนครวัดนครธม
เมื่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีความชัดเจน และได้เห็นถึงที่มามากขึ้น ก็ทำให้ได้รู้ถึงร้ากเหง้าของชุมชนแห่งนี้ นักวิชาการเห็นว่า นี่เป็นโอกาสที่ดี ที่ชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการรักษา และอนุรักษ์สมบัติชาติเอาไว้
ส่วนการทวงคืนทับหลังปราสาทเขาโล้นมีความคืบหน้าไปมาก หลังจากรัฐบาล มอบคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ เพื่อนำกลับคืนสู่ไทย ตามกฎบัตรขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมั่นใจว่าจะนำทับหลังปราสาทเขาโล้น กลับคืนมาได้ถึงแม้ว่ากระแสทวงคืนทับหลังจะสามารถนำสมบัติชาติกลับได้ แต่คนตาพระยา บอกว่านี่ยังไม่ใช่ชัยชนะ เพราะเหตุการณ์ที่ได้ขึ้นเกิด ทำให้ได้ทบทวนว่า ตัวเองก็มีส่วนผลิดพลาด ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญใส่ใจ ดูแลปราสาทโบราณ รวมถึงประวัติศาสตร์ของตัวเองให้ดีพอ
การฟื้นคืนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิต ชีวาอีกครั้ง จึงเป็นภารกิจที่ชาวตาพระยาพร้อมใจกันบอกว่า ต้องร่วมทำกันอย่างจริงจังให้มากขึ้น