พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ในปี2510 เป็นเวลาครึ่งศตวรรษมาแล้ว แต่ทุกคำพูดยังทันสมัย ทรงเตือนสติสื่อมวลชนให้ดำรงยึดถือจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างมั่นคง เพราะสื่อมีบทบาทมีอิทธิพลอย่างมาก หากทำผิดพลาด ก็จะส่งผลต่อสังคม เปรียบเหมือนฟองอากาศที่เข้าไปในกระแสเลือดสามารถทำให้เสียชีวิตได้
พร้อมบอกถึงหลักจรรยาบรรณสื่อที่มีการมอบให้สมาชิกใหม่ ว่าความดีงามเหมือนกีฬา ต้องฝึกต้องซ้อมเรื่อยๆ หากไม่ทำก็เหมือนกระดาษเปื้อนหมึก ทุกวิชาชีพล้วนมีส่วนรับผิดชอบของตัวเอง หากพลาดจะเกิดผลกระทบ แต่หากเกิดกับสื่อ ผลกระทบจะแผ่เป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคนี้ที่สื่อโซเชียลมีความรวดเร็ว การตรวจสอบมีน้อยลง สื่อต้องระวังเป็นทวีคูณ
สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่9 มักจะสอนเสมอ คือ มองทุกอย่างที่ทำ จดทุกอย่างที่พูด สรุปทุกอย่างที่คิด ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับวิชาชีพสื่อมวลชนได้
13 ต.ค.2559 พระองค์ทรงหยุดสอน สำหรับตัวดร.สุเมธ ถือเป็นหลักสูตรที่ยาวนานถึง 35 ปี วันนั้นทุกคนทุกข์ โศกเศร้า แต่สิ่งสุดท้ายที่พระองค์ยังสอนก็คือให้เข้มแข็ง พอตั้งสติได้ ผมก็เริ่มพูด เริ่มถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์
ดร.สุเมธ เน้นย้ำ ว่าสื่อจะต้องรับผิดชอบ สร้างสรรค์ เน้นจิตสำนึกให้เกิดในสังคม สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย พระองค์ชี้ให้เห็นแล้ว ทั้งภัยธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ โดยเฉพาะน้ำมือมนุษย์ คือการทุจริตคอรัปชั่น พระองค์เคยตรัส ว่าใครทุจริตขอให้มีอันเป็นไป จึงร่วมกันทำให้สังคมพอเพียง หากสังคมล้นก็จะไม่เกิดความสร้างสรรค์ ร่วมมือร่วมใจกันทำ รู้รักสามัคคี ไม่ใช่ทำแค่บางส่วน
ผู้สื่อข่าวบีบีซีเคยถาม ในหลวงรัชกาลที่9 ว่าพระองค์ทำอะไรในฐานะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านตอบว่าทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ สื่อเองมีปากกา มีสิ่งพิมพ์ มีไอที ใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อได้รับประโยชน์ความสุขก็จะเกิดขึ้น