นายชัยยุทธ กล่าวว่า จากความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจมาเลเซีย ในการหยุดยั้งขบวนการลักลอบนำรถยนต์ ที่ถูกโจรกรรมจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกรมศุลกากรสามารถขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้ารถยนต์ดังกล่าวได้เป็นจำนวนมาก ตลอดจนสามารถควบคุมการลักลอบนำเข้ารถยนต์ โดยใช้ช่องทางการอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวผ่านทางพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพบว่ามีรถยนต์ถูกโจรกรรมที่อยู่ในการยึดและอายัดเป็นของกลาง สำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร และรอส่งมอบกลับคืนไปประเทศต้นทาง มีจำนวนทั้งสิ้น 95 คัน ได้แก่ รถถูกโจรกรรมจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 คัน จากประเทศสิงคโปร์ จำนวน 1 คัน จากประเทศอังกฤษ จำนวน 5 คัน และรถถูกโจรกรรมจากประเทศมาเลเซีย จำนวน 88 คัน
ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นควรส่งคืนรถยนต์ของกลางในคดีที่ไม่ปรากฏผู้ต้องหาและคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องคืนรถยนต์ของกลางตามแนวทางคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยการร้องขอคืนรถยนต์ของกลางที่ถูกโจรกรรมจะต้องกระทำเป็นหนังสือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และเอกสารดังกล่าวต้องแปลเป็นภาษาไทย โดยมีสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยรับรองความถูกต้อง เพื่อให้กรมศุลกากรพิจารณาคืนรถยนต์ของกลางที่ถูกโจรกรรมจากประเทศมาเลเซีย ตามแนวทาง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบได้จำนวน 3 คัน คือ รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า ยี่ห้อเวลไฟร์ 2 คัน และรถยนต์ยี่ห้อ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ 5 จำนวน 1 คัน ซึ่งทางสถานทูตมาเลเซียได้ยื่นคำร้องและจัดทำเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติการยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์เรียบร้อยแล้วทั้งสิ้นแล้ว จำนวน 1 คัน ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า เวลไฟร์ สีขาว ปี 2013 ส่วนอีก 1 คัน อยู่ระหว่างดำเนินการ และรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ทางสถานทูตยังไม่ขอรับคืน โดยให้ทางกรมศุลการกรดำเนินการต่อไป ทางกรมศุลกากรจึงขอส่งมอบรถยนต์ที่ทำเอกสารส่งคืนเสร็จสิ้นให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อส่งมอบต่อให้แก่สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย นำไปส่งคืนแก่เจ้าของรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมในลำดับต่อไป