บรรยากาศการลงประชามติครั้งนี้ มีประชาชนเดินทางมาร่วมลงชื่อจำนวนมาก โดยกำหนดให้ลงประชามติได้ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. โดยมีฝ่ายทหาร ,นายพงศกร สุดเสน่หา ปลัดอาวุโส และ ร.อ.ทองทศ มากสาคร รองประธานธรรมมาภิบาลจังหวัดสระแก้ว เดินทางมาร่วมสังเกตุการณ์ด้วย ซึ่งภายหลังมีการลงประชามติไปได้ระยะหนึ่ง พร้อมทั้งมีการชี้แจงเรื่องการลงประชามติ โดยปลัดอาวุโส อ.เมือง ซึ่งสั่งห้ามสื่อมวลชนเข้าไปถ่ายภาพ รวมทั้งกำหนดให้ชาวบ้านเฉพาะบุคคลที่ลงชื่อส่งไปให้อำเภอตรวจสอบ 444 คนเท่านั้น ที่สามารถลงประชามติครั้งนี้ได้ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก ซึ่งช่วงเวลานั้นมีการลงคะแนนกันได้ประมาณ 200 กว่าคนเท่านั้น
โดยนายพงศกร สุดเสน่หา ปลัดอาวุโส อำเภอเมืองสระแก้ว กล่าวว่า ขั้นตอนตนได้บอกไว้ในวันที่รับเรื่องกล่าวหา โดยอธิบายไปแล้ว อาจจะผิดพลาดในวันที่มีการรับเรื่องร้องเรียน ที่อาจจะเข้าใจผิดว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกผู้ใหญ่บ้านน่าจะลงชื่อได้หมด ดังนั้น ตนจึงประสานแกนนำแจ้งให้ทราบแล้ว และเข้าใจแล้ว วันที่มีการประชุมเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ปลัดอำเภอก็มาประชุมชี้แจงให้ทราบถึงขั้นตอน หลักเกณฑ์ คำว่า ผู้มีสิทธิ์ยืนยันตัวตนได้ เฉพาะผู้ที่ลงชื่อเท่านั้น ซึ่งมีการลงชื่อไป 444 คน อำเภอตรวจเช็คแล้ว คำว่า ผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครบ 18 ปีในวันที่ 1 ม.ค.60 ใช่ว่า วันนี้ครบ 18 ปี ยังเลือกตั้งไม่ได้ ซึ่งต้องครบตั้งแต่ในวันที่ 1 ม.ค.ถึงจะเลือกตั้งได้ จึงตัดออกไป 10 คน และปลัดอำเภอได้มาอธิบายชี้แจงหมดแล้ว ทุกคนไม่มีข้อสงสัยแล้ว
" เป็นข้อเท็จจริงที่ผมรับทราบ สำหรับข้อผิดพลาดนั้น เป็นเรื่องความเข้าใจผิด เพราะการถอดถอนผู้ใหญ่บ้านไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน บางเรื่องให้เป็นดุลยพินิจของนายอำเภอในขั้นตอน ซึ่งบางอำเภอยื่นถอดถอน ให้ชาวบ้านไปลงชื่อที่อำเภอ 5 วัน" ปลัดอาวุโส อำเภอเมืองสระแก้ว กล่าว
ซึ่งภายหลังมีการชี้แจง ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจอย่างมาก รวมตัวกันประมาณ 100 คน เพื่อเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัด นำโดย นายชม กองก่ำ แกนนำชาวบ้าน ม.3 ซึ่งระบุต่อหน้า นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วว่า ข้อมูลที่ปลัดชี้แจงต่างจากที่มีการกำหนดในการลงประชามติ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ถามชัดเจนแล้วว่า มีการเพิ่มเติมรายชื่อได้หรือไม่ ก็ได้ข้อสรุปว่า เพิ่มชื่อได้ แต่ปรากฏว่า พอถึงเวลากลับเพิ่มชื่อไม่ได้ จะต้องเป็นเฉพาะคนที่ลงชื่อไว้ก่อนหน้านี้เท่านั้น ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ รวมตัวกันเพื่อเดินทางมาพบผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อขอคำชี้แจง
อย่างไรก็ตาม นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ,นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัด ,นายธีระชัย ลิ้มประสิทธิศักดิ์ นายอำเภอเมืองสระแก้ว ,พ.อ.เฉลิม เนียมช่วย รอง กอ.รมน.จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เดินทางมาร่วมพูดคุยกับชาวบ้าน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวชี้แจงว่า ตามขั้นตอนต้องมีกึ่งหนึ่ง ถ้ารายชื่อนั้น 444 คน ถ้าครบกระบวนความ เป็นบุคคลถูกต้องทุกกระบวนความ หากตรวจสอบแล้วว่า มีข้อมูลเป็นชาวบ้านจริง ให้ถอดถอนได้เลย ให้ส่งเรื่องมาที่อำเภอ แต่ถ้ากรณีนี้มีแค่ 300 กว่าคน ก็ถือว่า สิ้นสุด แต่ก็สามารถเพิ่มชื่อได้อีก
ทางด้าน ร.อ.ทองทศ มากสาคร กล่าวว่า กรณีนี้เป็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่และมีปัญหา ความจริงนายอำเภอต้องลงมาแก้ปัญหา ซึ่งตนเองเดินทางมาระยะทางเป็น 100 กม.ก็ยังมาเลย ซึ่งทางคณะทำงานสั่งการให้ตนเข้ามาติดตามว่า มีการปฏิบัติตาม พรบ.การปกครองท้องที่ มาตรา 14(6) ซึ่งระบุไว้ว่า การถอดถอนผู้ใหญ่บ้านนั้น ไม่จำเป็นที่ผู้ใหญ่บ้านจะมีความผิดหรือไม่ เมื่อชาวบ้านไม่เอากึ่งหนึ่ง หรือครึ่งหนึ่ง ก็สามารถลงชื่อถอดถอนได้ หลังจากลงชื่อเสร็จแล้ว ก็จะต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ อำเภอ พิจารณาดำเนินการถอดถอนได้ต่อไป หากเห็นว่า มีการทำไม่ถูกต้องตาม พรบ.อยากให้ชาวบ้าน ช่วยกันกดดัน หากเห็นว่า เขาไม่ดี ไม่ทำอะไร ซึ่งสิทธิ์ตรงนี้เป็นของบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ ม.3 ทั้งหมด ทั้งนี้ พรบ.มีอยู่แล้ว ใครไม่ทำอย่างนี้ก็โดน ม.157 อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม มีชาวบ้านบางราย แจ้งว่า มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มได้ไปติดต่อชาวบ้านที่ลงชื่อถอดถอนไว้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้หัวละ 5,000 บาท จำนวน 40 คน ใช้เงินประมาณ 200,000 บาท เพื่อตัดยอดของคนที่จะเดินทางมาลงประชามติ ให้เหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียด้วย ซึ่งชาวบ้านได้แจ้งข้อมูลนี้กับผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ด้วย