ต้องขอขอบคุณที่นายกฯ รวมถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ดูแลด้านกฎหมาย แสดงท่าทีที่จะเปิดกว้างให้สื่อมวลชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อมูลต่อการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งทางเครือข่ายองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนพร้อมที่จะเข้าร่วม สำหรับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่ตนยังกังวลและเป็นห่วงคือ หลักการของร่างกฎหมาย กลไกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีตัวแทนจากฝ่ายรัฐ ที่ถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่โดยฝ่ายการเมือง และให้อำนาจสภาวิชาชีพสั่งปรับ และลงโทษสื่อมวลชน ดังนั้นหากเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านรัฐบาล และไปสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตนเชื่อว่าสนช.จะมีบุคคลที่มีเหตุผล และไม่ต้องการให้มีกฎหมายที่ปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน
"สิ่งที่นายกฯ ได้พูดกับทางเครือข่ายองค์กรสื่อมวลชน ถือเป็นสัญญาณบวก ที่ผู้นำประเทศที่มีส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศ รวมถึงปฏิรูปสื่อมวลชนระบุว่าจะทบทวนและรับฟังความเห็นที่รอบด้าน ดังนั้นการปรับปรุงรายงานและร่างกฎหมายในชั้นของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนควรนำความเห็นของสมาชิกสปท. ในหลายประเด็นที่สำคัญ อาทิ บทบัญญัติที่อาจขัดกับรัฐธรรมนูญไปพิจารณา" นายเทพชัย กล่าว
นายเทพชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์สื่อมวลชนไทยภายใต้รัฐบาลของคสช. ที่ผ่านมา ยอมรับว่าการทำหน้าที่สื่อมวลชนยังเป็นไปอย่างจำกัด เพราะมีคำสั่ง คสช. ที่ปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามสำหรับการจัดอันดับเสรีภาพสื่อมวลชนในปีนี้ พบว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 142 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่ประเทศไทยเคยถูกยกให้เป็นประเทศแม่แบบของเสรีภาพสื่อมวลชน