กรณีระหว่างวันที่ 19 เม.ย. - 10 ส.ค. 51 จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืน บังคับข่มขู่ น.ส.ยุ้ย (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นพนักงาน หจก.อินเตอร์เนชั่นแนล ดีเทคทีฟ บริษัทของจำเลย แล้วจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายหลายหน พร้อมข่มขู่จะนำรูปภาพและวีดิโอที่จำเลยที่ 1แอบถ่ายขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหาย ไปเผยแพร่โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมขู่เข็ญผู้เสียหายด้วย โดยคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาตลอด
ขณะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำคุกนายสุรชัยหรือเอ็ม พญาไท จำเลยที่ 1 รวมโทษทุกข้อหาทุกกระทงไว้ 50 ปี และปรับ 1,050 บาทตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ส่วนนางธนวรรณ ภรรยา จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 10 ปีฐานเป็นผู้สนับสนุนกระทำผิด แต่ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลจึงออกหมายจับเมื่อปี 2557 และสั่งปรับนายประกันไปแล้ว 1 ล้านบาท จนถึงขณะนี้ชั้นฎีกานางธนวรรณ ก็มีพฤติการณ์หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาอีก
โดยวันนี้ ศาลได้เบิกตัว นายสุรชัย จำเลย ที่ 1 มาจากเรือนจำ เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หลังจากต้องเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาฎีกาถึง 2 ครั้งเนื่องจากครั้งแรกจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับหมายและไม่มาศาลตามนัด ดังนั้นวันนี้เมื่อ นางธนวรรณ ภรรยาของเอ็ม พญาไท จำเลยที่ 2 ยังไม่มาอีก ศาลจึงอ่านคำพิพากษาฎีกาลับหลังจำเลยที่ 2
ทั้งนี้ ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว เห็นควรแก้ปรับบทลงโทษจำเลยทีี่ 1 ที่กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบท จากลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว ตาม ม.310 วรรคแรก ให้เป็นจำคุกฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังฯ ม.276 วรรคแรก โดยยังคงให้กำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 50 ปี ส่วน ภรรยา จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ฐานกระทำชำเราตาม ม.276 วรรคสาม
ภายหลัง น.ส.รัศมี ไวยเนตร ทนายความของผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมด้วยนั้น กล่าวหลังจากร่วมฟังคำพิพากษาฎีกาว่า คดีอาญาจบแล้ว ฝ่ายผู้เสียหาย จะพิจารณากฎหมายเพื่อจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายต่อไป ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลยกฟ้อง ตนจะไปตรวจดูรายละเอียดคำพิพากษาฎีกาทั้งหมดเพื่อศึกษาข้อกฎหมายอีกครั้ง