นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีนักบินตัดสินใจปลดตะขอตาข่ายที่ห่อหมีควายจนตกลงจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย โดยมีกระแสลมปะทะหน้าผามากระทบกับเฮลิคอปเตอร์ ส่งผลให้เครื่องเกิดอากาศสั้นอย่างรุนแรงผิดปกติ ทำให้นักบินตัดสินใจสละหมีควายเพื่อรักษาชีวิตเจ้าหน้าที่ในภาระกิจไว้ก่อน ขณะนี้ต้องรอข้อสรุปจากกรมอุทยานฯที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่าสาเหตุเกิดจากความบกพร่องหรือเกิดจากเหตุสุดวิสัย โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าการนำเครื่องขึ้นบินในภารกิจนี้ได้ขออนุญาตมายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ทั้งนี้ กรมอุทยานฯอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ คาดว่าได้ข้อสรุปที่ชัดเจนปลายเดือนเมษายนนี้
ในเบื้องต้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานปลัด ที่รับผิดชอบสำนักการบินและการอนุญาตให้ขึ้นบินของเฮลิคอปเตอร์ได้ทบทวนและปรับปรุงการอนุญาตขึ้นบินของเฮลิคอปเตอร์ใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยมานาน โดยต้องมีการขออนุญาตการขึ้นบินในทุกกรณี ส่วนกรณีพิเศษในการขนย้ายสัตว์ป่าจะพิจารณาอนุญาตเป็นกรณีไปเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก พร้อมย้ำว่าการขนย้ายหมีควาย มีความจำเป็นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ เนื่องจากหมีควายมีลักษณะดุร้าย ต้องปล่อยคืนในป่าลึกเท่านั้น ส่วนใหญ่ในผืนป่าไม่มีเส้นทางคมนาคมที่รถสามารถเข้าถึงได้ และไม่สามารถบ่อยตามแนวชายป่าได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อชุมชนที่อยู่รอบผืนป่า
ขณะที่ นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ บอกว่าว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำหนักเฮลิคอปเตอร์เกิน เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์บรรทุกคนมาเพียง 5 คน และหมีควาย 1 ตัว ร่วมน้ำหนักประมาณ 907 กิโลกรัม จากศักยภาพเฮลิคอปเตอร์รับได้ 2,250 กิโลกรัม จึงไม่น่าจะเกิดจากสาเหตุนี้ ที่สำคัญเฮลิคอปเตอร์ลำนี้เคยขนน้ำเพื่อดับไฟป่ามาแล้ว ดังนั้น เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนที่เป็นปัจจัยที่ทำให้นักบินตัดสินใจในลักษณะดังกล่าว