เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ "ครอบครัวแพรวา" ลดเงินชดใช้ญาติเหยื่อจาก 26 ล้าน เหลือ 19 ล้านเศษ

19 เม.ย. 2560 | nation_ent

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้
"ครอบครัวแพรวา"
ลดเงินชดใช้ญาติเหยื่อจาก 26 ล้าน
เหลือ 19 ล้านเศษ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ "ครอบครัวสาวซิ่งซีวิคชนรถตู้ดับ9ศพ" จ่ายชดใช้ญาติเหยื่อแค่ 19 ล้านเศษ ชี้ ลดหย่อนตามพฤติการณ์รถตู้ใช้ความเร็วสูงด้วย "ญาติ" เล็งหารือฎีกา

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 19 เม.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 2266-2278/2559 ที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวม 28 ราย จากอุบัติเหตุเยาวชนหญิงตระกูลดัง ขับรถยนต์ซีวิคเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารพลิกคว่เดือน ธ.ค.53 ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง เยาวชนหญิง ผู้ขับรถยนต์ซีวิค , พ.อ.รัฐชัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ,นางนิลุบล อรุณวงศ์ บิดาและมารดาของเยาวชน , นายสุพิรัฐ จ้าววัฒนา ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ซีวิค , นายสันฐิติ วรพันธ์ , น.ส.วิชชุตา วรขจิต และบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย 1-7 เรื่องกระทำละเมิดขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิคชนรถตู้จนมีผู้เสียชีวิต 9 รายและบาดเจ็บ 4 รายให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 113,077,510.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
โดยคดีนี้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 25 ต.ค.54 ต่อมาโจทก์ทั้ง 28 รายได้ถอนฟ้องนายนายสันฐิติ จำเลยที่ 5 , น.ส.วิชชุดา จำเลยที่ 6 และ บมจ.นวกิจประกันภัย จำเลยที่ 7 โดยส่วนของ บมจ.นวกิจประกันภัย จำเลยที่ 7 ที่เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุนั้นก็ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 6,136,870 บาท
ขณะที่ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พ.ย.58 เห็นว่าการกระทำของเยาวชนหญิงนั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมถึงทรัพย์สินเสียหายจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยบิดาและมารดา จำเลยที่ 2-3 ไม่ได้นำสืบถึงความระมัดระวังในการดูแลจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายด้วย โดยให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วย ค่าไร้อุปการะ และค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าอื่นๆให้กับโจทก์ร่วม รวม 28 คน ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแต่ละคน ตั้งแต่ 4,000 - 1,800,000 บาท รวมเป็นเงิน 26,881,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธ.ค.53 ซึ่งเป็นวันที่กระทำการละเมิด และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เจ้าของรถ
ต่อมาโจทก์ที่ 5 กับที่ 11 และจำเลย 1-3 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์จากคำเบิกความและพยานหลักฐานแล้ว เห็นได้ว่าพฤติการณ์กระทำละเมิดไม่ได้เกิดจากเยาชนหญิง จำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งพฤติการณ์การขับรถของ นาง นฤมล ปิตาทานัง ผู้ขับรถตู้ ก็ฟังได้ว่าได้ขับด้วยความเร็ว แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้หมายความว่า นางนฤมลขับตัดหน้าหรือขับเสียหลักชนรถยนต์จำเลยที่ 1 เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อแซงคนขับรถตู้โดยสารก็จะไม่เกิดการเฉี่ยวชนกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมากกว่านางนฤมล
โดยการพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์แต่ละรายก็เป็นอัตราที่เหมาะสมแล้วแต่เมื่อฟังได้ว่านางนฤมล มีส่วนประมาทอยู่บ้าง ย่อมถือมีส่วนทำผิดความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้จึงต้องพิจารณาลดหย่อนตามพฤติการณ์ จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1-3 รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วนศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เยาวชนหญิงและบิดา มารดา จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระเงิน แก่โจทก์ที่ 1- 5 , 9-19 , 21- 22 , 25 -28 รวมเป็นเงิน 19,826,925 บาท โดยมีจำนวนเงินตั้งแต่ 80,000-1,440,000 บาทและให้นายสุพิรัฐ จ้าววัฒนา ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ซีวิค จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1-3 ต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ด้านนางทองพูล พานทอง มารดาของนางนฤมล คนขับรถตู้ ซึ่งเป็น 1 ในโจทก์ร่วม กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ มองว่าลูกสาวตน ก็มีส่วนขับรถเร็วด้วย ซึ่งเงินค่าเสียหายเดิมนั้นศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยจ่ายชดใช้ตนประมาณ 150,000 บาท แต่ชั้นอุทธรณ์ ศาลพิพากษาแก้ค่าเสียหายเหลือ 120,000 บาท โดยผู้เสียหายรายอื่นก็ลดลงด้วย
ส่วนเรื่องจะยื่นฎีกาอีกหรือไม่นั้นต้องขอประชุมร่วมกับผู้เสียหายคนอื่นก่อนว่าจะมีความเห็นอย่างไรสำหรับคดีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนคดีอาญา ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเยาวชน และครอบครัว 1 ยื่นฟ้องเยาวชนหญิงต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทจนเป็นเหตุในผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินเสียหายนั้น
คดีได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากศาลไม่รับฎีกาของเยาวชนหญิง จึงทำให้ผลคดีสิ้นสุดตามคำพิพากษาที่ให้จำคุกเยาวชนหญิง เป็นเวลา 3 ปี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 4 ปี และบำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี พร้อมทั้งห้ามเยาวชนหญิง ขับรถจนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปี

ข่าวล่าสุด