ถ้าพูดถึงผู้สูงอายุที่ตกเหยื่อความรุนแรง และถูกทอดทิ้ง ก็คงต้องนึกถึงบ้านพักคนชรา ซึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีบ้านพักอยู่ 13 แห่ง แต่ละแห่งประสบปัญหาคล้ายกันคือต้อง รับดูแลผู้สูงอายุเข้ามาเกินจำนวนที่รับได้
แต่นั่นก็ด้วยความจำเป็น ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ กรณียายสำรวย เป็นตัวอย่างของผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ที่เจ้าหน้าที่ ต้องรับเข้ามาอยู่ในบ้านพักคนชรา
ปัจจุบัน รัฐ ดูแลผู้สูงอายุด้วย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งว่าส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย แต่ว่าแนวโน้มของประชากรไทยก็ชัดเจนว่ามีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกปี
หากมองในภูมิภาคอาเซียน ไทยก็นับเป็นประเทศอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ครับ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาคนเกิดน้อยลง แต่มีอายุขัยยืนยาวมากขึ้น ผลกระทบก็คือคนรุ่นลูกจะรับภาระหนักมากขึ้นตามไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากรัฐมีการเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย และโครงสร้างพื้นฐานของผู้สูงอายุเอาไว้ล่วงหน้า
สำหรับประเทศไทย เรามี พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ที่เป็นหลักประกันให้แก่ผู้สูงอายุที่จะมีสิทธิพิเศษตามกฎหมาย เช่น ลดค่าโดยสารสาธารณะ ช่วยเหลือเรื่องที่พักอาศัย ยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ ช่วยเหลือเงินสงเคราะห์จัดการศพและผู้เลี้ยงดูได้รับการลดหย่อนภาษี เป็นต้น แต่นักวิชาการก็เห็นว่านโยบายเหล่านั้น ยังไม่ใช่หลักประกันในอนาคตของผู้สูงอายุได้