เนชั่นทีวี

ข่าว

มาทำความรู้จัก มารดาแห่งระเบิดของ "ทรัมป์"

14 เม.ย. 2560 | lastman

มาทำความรู้จัก มารดาแห่งระเบิดของ "ทรัมป์"

ตอนนี้ทั่วโลกต่างอยู่ไม่เป็นสุข เพราะไม่รู้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะบ้าระห่ำทำอะไรต่อไป เพราะเข้ามาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ได้ไม่ถึง 3 เดือน ก็ใช้กำลังทหารเข้าถล่มศัตรูแล้วถึง 3 ครั้ง ทั้งในเยเมน ซีเรีย และล่าสุดกับการทิ้ง "ระเบิดมหาประลัย" ในอัฟกานิสถาน

ระเบิดลูกนี้มีชื่อทางเทคนิคว่า GBU-43/B และมีชื่อเต็มว่า Massive Ordnance Air Blast Bomb ซึ่งเมื่อย่อแล้วก็จะได้คำว่า MOAB หลายคนก็เลยเอาไปล้อว่าย่อมาจาก Mother of all bombs หรือ "มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง" นั่นเอง
MOAB คือระเบิดที่ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ เคยผลิตมา ถ้าไม่นับระเบิดนิวเคลียร์ โดยมีน้ำหนักถึง 22,600 ปอนด์ หรือ 10,300 กก. ยาว 9.1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 103 เซนติเมตร และมีราคาลูกละ 16 ล้านดอลลาร์ หรือ 550 ล้านบาท ส่วนการใช้งานนั้นลูกระเบิดนำร่องด้วยระบบ GPS โดยเมื่อถูกทิ้งจากเครื่องบิน MC-130 พร้อมกับแท่น ร่มชูชีพก็จะกระตุกแท่นให้แยกออกไปขณะที่ร่อนลง แล้วจุดชนวนระเบิดก่อนตกกระทบพื้น ว่ากันว่าแรงระเบิดทุกทิศทางของ MOAB ครอบคลุมพื้นที่ในรัศมี1.6 กิโลเมตร และก่อนจุดชนวนยังสามารถเจาะพื้นดินลงไปได้ถึง 60 เมตร หรือถ้าเป็นคอนกรีตหนาก็ทะลุได้ 6 เมตร

แรกเริ่้มเดิมที ระเบิดลูกนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาสมัยสงครามอิรักเมื่อปี 2545 และมีการทดสอบครั้งแรกในอีก 1 ปีต่อมา แต่ก็ไม่ได้มีการใช้จริง ดังนั้น การใช้งานเมื่อวานนี้จึงถือเป็นครั้งแรก โดยจุดประสงค์ที่แท้จริงของระเบิดชนิดนี้ถูกมองว่า ต้องการหวังผลทางจิตวิทยามากกว่าผลทางกายภาพ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะเขาเคยบอกไว้ว่า เขาให้อำนาจการตัดสินใจกับกองทัพเต็มที่ และ MOAB ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำทุกครั้ง
สำหรับพื้นที่ที่ถูกทิ้งระเบิดลงไปนั้น อยู่ในจังหวัดนานกาฮาร์ทางภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งกลุ่มไอเอสในอัฟกานิสถานได้ตั้งให้เป็นเมืองหลวงของกลุ่ม มาถึงตอนนี้ท่านผู้ชมอาจจะสงสัยว่า อัฟกานิสถานเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มตาลีบัน แล้วกลุ่มไอเอสเข้ามาได้อย่างไร

กลุ่มไอเอสไม่ได้มีอยู่แค่ในอิรักกับซีเรียนะครับ ตอนนี้ได้แพร่ไปแล้วกว่า 20 ประเทศ โดยที่อัฟกานิสถาน เริ่มปรากฎครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี 2558 ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ คาดว่าในประเทศนี้มีสมาชิกไอเอสอยู่ประมาณ 600-800 คนในพื้นที่ 5 จังหวัด และมีจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะปากีสถาน ประเทศเอเชียกลาง ไปจนถึงเขตปกครองตนเองซินเจียง-อุยกูร์ของจีน ซึ่งจนถึงขณะนี้ราว1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศยังคงถูกควบคุมโดยกลุ่มตาลีบัน และเกิดการปะทะกันระหว่างตาลีบันและไอเอสอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนระเบิดเมื่อวานนี้ มุ่งโจมตีพื้นที่อุโมงค์ใต้ดินของไอเอส 3 จุด ซึ่งอาจทำให้ท่านผู้ชมหลายคนนึกถึงการระเบิดอุโมงค์ "โทรา โบรา" ของบิน-ลาเดนเมื่อหลายปีก่อนปรากฎว่า มีสมาชิกไอเอสเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 36 คน ส่วนพลเรือนไม่มีรายงานการเสียชีวิต เพราะพื้นที่โจมตีอยู่ห่างไกลจากชุมชน และกว่า 3 พันครอบครัวได้อพยพออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปีที่แล้ว

แม้ในช่วงของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้มีการสั่งถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานต่อเนื่อง แต่จนถึงตอนนี้ยังคงมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประจำการอยู่ถึง 8,400 นาย ซึ่งนายหนึ่งได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติการในจังหวัดนานกาฮาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ดังนั้น การโจมตีเมื่อวานนี้จึงอาจเป็นการแก้แค้นให้กับนายทหารที่เสียชีวิตจากน้ำมือนักรบไอเอส นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไปยังเกาหลีเหนือที่ยังไม่หยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

นอกจากอาวุธ "มารดาแห่งระเบิดแล้ว" ฝั่งรัสเซียขั้วตรงข้ามก็มี "บิดาแห่งระเบิด" เหมือนกัน ว่ากันว่ามีพลังทำลายล้างยิ่งกว่าของสหรัฐฯ ถึง 4 เท่าผ่านระบบ Thermobaric ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอนในการชุดชนวน โดยขั้นแรกจะเริ่้มจากการระเบิดขนาดเล็กเพื่อปล่อยควันสารเคมีขึ้นบนฟ้า จากนั้นในขั้นที่ 2 ก็จะจุดไฟจากสารเคมีนั้นให้กลายเป็นลูกระเบิดเพลิงขนาดมหึมา

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังคงตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่กองทัพรัสเซียกล่าวอ้าง

ข่าวล่าสุด