นายคมหาญ ไปสุวรรณ์ ทนายความ นายพัสกร สิงคิ ได้กล่าวว่า ในประจักษ์พยานที่ทางเรามีเป็นหลักฐานใหม่ ศาลฎีกาท่านไม่เชื่อถือในเรื่องที่ผู้ต้องหาตัวจริงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ไปสืบและจับตัวมาได้อาจมีผลประโยชน์ก็ได้เพราะทางผู้ต้องหาได้พบกับนายพัสกรในเรือนจำ จึงทำให้ศาลเชื่อได้ว่า นายพัสกร น่าจะไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ในคดีนี้ แต่ นายพัสกร ได้รับโทษมา 1 ใน 3 เข้าข่ายพักโทษได้แล้ว การต่อสู้ในคดีนี้ นายพัสกร สู้เพื่อต้องการพิสูจน์ตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การตัดสินนี้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดเพราะการรื้อฟื้นคดีอาญาผู้ต้องหาสามารถใช้สิทธิ์ได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่นายพัสกรก็คงภูมิใจที่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว สุดท้ายคือ เคารพในการตัดสินของศาล
ด้าน นายสมชาย นางเสนาะ สิงคิ บิดาและมารดาของ นายพัสกร หลังจากที่ได้ฟังคำพิพากษาจบแล้ว ถึงกับร้องไห้โฮ ล้มตัวหมดแรง กว่าจะญาติพยุงออกมาจากห้องพิจารณาคดีได้กว่าครึ่งชั่วโมง โดยกล่าวทั้งน้ำตาว่า ได้ต่อสู้มาจนสุดตัวแล้วซึ่งมีเพื่อนบ้านมามอบช่อดอกไม้ร่วมให้กำลังใจให้ดำเนินชีวิตสู้ต่อไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำศาลได้ควบคุมตัวนายพัสกร ไปยังห้องควบคุมเพื่อส่งไปยังเรือนจำต่อไป
คดีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2551 ขณะที่ นายพัสกร ไปงานเลี้ยงฉลองงานบวช และหลังจากนั้นมีกลุ่มวัยรุ่นมีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกันที่บริเวณนอกสถานที่จัดงาน พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่จนมีผู้เสียชีวิต และต่อมาตำรวจได้เข้าจับกุม นายพัสกร ในความผิดข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และศาลมีคำพิพากษาสั่งจำคุก 20 ปี จนเมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2556 นายธิตินัย พาติกบุตร เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ พร้อมด้วย นายคมหาญ ไปสุวรรณ์ ทนายความ นายพัสกร ได้เข้ายื่นหนังสือต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อขอให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงทีสุดนั้นจะแสดงว่า นายพัสกร ไม่ได้กระทำความผิด จนนำมาสู่การตัดสินคดีเป็นที่สิ้นสุดในวันนี้