ไม่เพียง "เปลว สีเงิน" จะเปรียบเทียบ เปรียบเปรยได้อย่างน่าคิดว่า "เกวียน" คือต้นแบบยานเพื่อการบรรทุกและการขนส่งทางบก ที่พัฒนามาเป็น "รถยนต์" ทุกชนิดในวันนี้ และการบรรทุก-การโดยสารไปกับเกวียน ต้องบรรทุกและนั่งข้างหลังสถานเดียว! การห้ามชาวบ้านนั่งกระบะท้ายรถ จึงไม่ต่างจาก "ห้ามชาวบ้านนั่งเกวียน" และการออกกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงจารีตประเพณี..ออกกฎหมาย-ออกกฎระเบียบ" บังคับตะพึด-ตะพือ ไม่นำไปสู่นวัตกรรมจากปัญญามนุษย์ มันเป็นแค่ "อำนาจ" มนุษย์ "หัวลูกเต๋า"!
พร้อมกันนี้ "เปลว สีเงิน" ยังได้แนะนำ เสนอแนะ เปลี่ยนจากใช้แต่อำนาจสั่งการ มาเป็นใช้สมองสร้างวิสัยทัศน์.. ใช้ "ข้อมูล-สถิติ-งานวิจัย" เป็นผลิตผลทางสร้างสรรค์-เสริมสร้าง... สู่มุมรับฟัง-รับคิด สังเคราะห์ออกมาเป็นนวัตกรรมทางปัญญา สอดรับมิติ "เศรษฐกิจ-สังคม-อุตสาหกรรม" ฯลฯ
นับเป็นบทความที่ คมคาย คมคำ คมคิด ชี้ให้เห็นถึงมิติทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน และข้อควรทำสำหรับมาตรการ ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แคป ซึ่งล่าสุด สถานการณ์ได้มีการผ่อนปรน ผ่อนคลาย ในช่วงสงกรานต์ แต่กฎระเบียบบังคับนี้ ยังคาอยู่!
ทั้งนี้ บทความ "ห้ามนั่งกระบะท้าย คิดใหม่ยังทัน" ของ เปลว สีเงิน ระบุว่า..
"นั่งกระบะท้าย คิดใหม่ยังทัน
แต่ครั้ง "ก่อนพุทธกาล" ถึงปัจจุบัน ยันอนาคตกาล"เกวียน" คือ........ต้นแบบยานเพื่อการบรรทุกและการขนส่งทางบก ที่พัฒนามาเป็น "รถยนต์" ทุกชนิดในวันนี้การบรรทุก-การโดยสารไปกับเกวียน ต้องบรรทุกและนั่งข้างหลังสถานเดียว!นี้เป็นประเพณีที่นิยมและประพฤติสืบต่อกันมา ชนิด "ข้ามภพ-ข้ามชาติ" จนเกิดเป็นศัพท์เรียกว่า"จารีตประเพณี"สิ่งที่เป็น "จารีตประเพณี" ใครฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิด-เป็นชั่ว!ระบุชัดใน "พจนานุกรม" ขนาดนั้นเลยสังคมไทยเป็นสังคมเกษตร วิถีเกษตรของคนแถบถิ่นนี้ ไม่ว่า ไทย-ลาว-เขมรใช้เกวียนเทียมวัว-เทียมควายเป็นพาหนะ ใช้ทั้งบรรทุกและโดยสาร สืบต่อ-ยาวนาน ถึงขั้นตกผลึกเป็น "จารีตประเพณี"เมื่อถึงยุคเครื่องจักร...........รถยนต์บรรทุก รวมทั้งประเภทรถกระบะ เข้ามามีบทบาทเป็นพาหนะขนส่งและใช้โดยสารควบคู่ไปกับเกวียนนั่นคือ "รถกระบะ" กับ "เกวียน" นั้น.............ถ้าพูดกันตามจารีตประเพณี มันเกิดและถูกนำมาใช้ทดแทนกันด้วยเจตคตินี้ด้วยตรรกะนั้นการห้ามชาวบ้านซึ่งมีรากฐานมาจากสังคมเกษตร ส่วนใหญ่วงจรชีวิตหมุนเวียนอยู่ในมิติ "วิถีคนยาก"การใช้ "รถกระบะ" จึงใช้ในทัศนคติ "เกวียนยนต์"เป็นพาหนะอเนกประสงค์ ทั้งใช้บรรทุกและใช้โดยสาร ประหนึ่งเกวียนวัว-เกวียนควายดังนั้น การห้ามชาวบ้านนั่งกระบะท้ายรถจึงไม่ต่างจาก "ห้ามชาวบ้านนั่งเกวียน"!?ถ้าอ้างว่า "มันคนละยุค-คนละสมัย เอามาเปรียบกันได้อย่างไร" ก็อ้างได้แต่ต้องไม่ลืม...........หนึ่งในเงื่อนไขการตรากฎหมายใดๆ คำว่า "จารีตประเพณี" ของชาวชน คือกรอบที่ต้องยึดและเอื้อเฟื้อการออกกฎหมายไม่คำนึงถึงจารีตประเพณี สักแต่ว่ามีอำนาจ จะทำอะไรก็ทำ "ด้วยถือดี" ในอำนาจนั้นแบบนั้น ท่านว่า "เป็นผิด-เป็นชั่ว"!จารีตประเพณี เป็น "กฎสังคม" อย่างหนึ่ง มีมาก่อนกฎหมายที่ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ตราขึ้นภายหลังฉะนั้น คนระดับนายกฯ เมื่ออยากใช้อำนาจพิเศษจัดการกับทุกเรื่อง ไม่เว้นกระทั่งเรื่องกฎจราจรอันยิบย่อยก็ควรพิจารณาด้วยมิติสังคมด้านกว้าง อย่ามองเฉพาะมุม แล้วยึดนามธรรมครอบจักรวาล "เพื่อความปลอดภัยในชีวิตชาวบ้าน" เป็นตัวอ้างเพราะนั่น เป็นเพียงจินตนาการประกอบลีลาเท่านั้นความประมาท ความคึกคะนอง ความไม่เคารพกฎจราจรของคนขับตะหาก ที่ควรเข้มงวด-กวดขัน หามาตรการแก้ให้ตรงเหตุรวมทั้งการ "ตรวจสภาพรถ" จริงๆ ก่อนต่อใบอนุญาตแต่ละปี มิใช่ตรวจในความหมาย "เป็นพิธีกรรมหากิน"เพราะนั่น เป็นตัวการ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ สู่การเจ็บและตายของคนนั่งกระบะท้ายรถ ซึ่งเป็นแค่ผู้รับผลตามมาลองตรวจสอบสถิติดูก่อนก็ได้ว่า........แต่ละปี คนเจ็บ-ตาย จากนั่งกระบะท้าย กับคนเจ็บ-ตาย จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ประเภทอื่นๆอย่างไหนมากกว่ากัน?ต้องเข้าใจปรัชญาการใช้รถ-โดยสารรถ ว่าไม่มีใครคนไหน อยากให้เกิดอุบัติเหตุแต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ใช่ว่าคนนั่งหน้า คนรัดเข็มขัดจะไม่เป็นอะไร มีแต่คนไม่รัดเข็มขัดและนั่งกระบะท้ายเท่านั้นที่เป็นก็เห็นตาย-เจ็บกันชนิด ไม่นับหน้า-นับหลัง และไม่นับเข็มขัด!คนโดยสารเครื่องบิน รัดเข็มขัดทั้งนั้น แล้วมีสถิติมั้ยว่า รัดเแล้วมีใครรอด?ห่วงแต่คนนั่งกระบะท้ายไม่รัดเข็มขัด แล้วคนโหนรถเมล์ โหนรถไฟฟ้า รถสองแถว ไม่ห่วงเขาบ้างหรือ?ต่อไปนี้ น้ำท่วม ทหารคงเอารถจีเอ็มซีไปช่วยขนคนไม่ได้แล้ว!ไม่ได้พูดในความหมาย "เลือกปฏิบัติ" หรือยกเรื่องความไม่ปลอดภัยคนอื่นมาอ้างเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ปลอดภัยอย่างนั้นบ้างแต่พูดให้คิดในแง่ว่า...........กฎระเบียบอะไร ออกมาแล้ว ประชาชนต้องปฏิบัติได้ และกฎระเบียบนั้น ควรต้องอำนวยประโยชน์ชาวบ้านส่วนรวม มากกว่าสร้างความยุ่งยากลำบากในการดำรงวิถีชีวิตประจำวันให้ชาวบ้านคนนั่งกระบะท้ายรถตามถนน............กับคนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ฉวัดเฉวียน ปาดหน้า-แซงหลัง กระทั่งปีนขึ้นไปกวนตีนชาวบ้านบนฟุทปาธกฎหมายมีมั้ยให้มอเตอร์ไซค์ใช้รับจ้าง และมีมั้ย ซ้อนท้ายไม่ต้องรัดเข็มขัด?อย่างไหนอันตราย เป็นภัยต่อคนอื่น ควรใช้กฎหมายพิเศษจัดการขั้นเด็ดขาดมากกว่ากัน?และคิดใคร่ครวญไหมว่า.........ในมิติเศรษฐกิจและสังคมไทย กำหนดให้ "น้ำมันดีเซล-รถกระบะ" เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจฝ่ายปฏิบัติ แทนที่จะนำประสบการณ์ในโลกเป็นจริง เป็นข้อมูลเสนอแนะ เพื่อการออกกฎระเบียบ ให้สอดคล้อง "วิถีสังคมชาติ"กลับเป็นข้าราชการ เกรด A กันทั้งนั้น.........."ลับหลังนินทา ต่อหน้าสอพลอ"!ทุกอย่าง ไม่มีอะไรสมบูรณ์สุด ในความใช่ มันมีความ "ไม่ใช่" อยู่ในนั้น และในความไม่ใช่ มันก็มีความ "ใช่" อยู่ในนั้นชาติที่เจริญก้าวหน้าได้ เพราะเขามีตรงจุดนี้!จุดนี้ ก็คือ........."สถิติ-ข้อมูล-งานวิจัย-วิสัยทัศน์" จากความใช่-ไม่ใช่ ออกมาเป็นนวัตกรรมตอบสนอง-อำนวยประโยชน์สังคมชาติไม่ใช่เอะอะ "ออกกฎหมาย-ออกกฎระเบียบ" บังคับตะพึด-ตะพือ ซึ่งนี่ไม่นำไปสู่นวัตกรรมจากปัญญามนุษย์มันเป็นแค่ "อำนาจ" มนุษย์ "หัวลูกเต๋า"!ประเทศไทย เขายอว่าเป็น "ดีทรอยต์แห่งตะวันออก" ก็บ้ายอตามเขา ยกสิทธิประเทศให้ชาติอื่นโกยเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ดีทรอยต์ไทย ก็ยังเป็นแค่ "รับจ้างประกอบ" อยู่แค่นั้น!ประเทศไทยสร้าง "นักวิจัย" ได้ปีละกี่คน?ผมก็ไม่รู้นะ..........รู้แต่ว่า ถ้าบริหารประเทศด้วย "สถิติ-ข้อมูล-งานวิจัย-วิสัยทัศน์" ป่านนี้ ดีทรอยต์ตะวันออกแห่งนี้ต้องผลิตรถบรรทุกเล็ก ที่เรียกว่า "รถกระบะ" ด้วยรูปแบบที่ตอบโจทย์จารีตประเพณี "วิถีเศรษฐกิจ-สังคมไทย"ออกมาเป็นรถกระบะ "ต้นแบบไทย" เหมือน "รถตุ๊กๆ" ที่ดังไปทั่วโลกนานแล้วไม่ต้องให้พวกหัวลูกเต๋า วันดี-คืนดี พอถูกนายกฯ ไขลาน ก็งัดกฎหมายที่สักแต่มี ใช้ปฏิบัติไม่ได้ ออกมาฟาดฟัน "คนส่วนใหญ่" ของประเทศซึ่งมีกว่า ๔๐ ล้านคน ในวงจร "เศรษฐกิจ-สังคม" ท้ายรถกระบะ!นี่เข้ายุค "ยุทธศาสตร์ ๔.๐" แล้วปะรืนนี้ โลกก็จะเปลี่ยน มฤตยูยกย้ายเข้าเมษแล้ว คนระบบรัฐ ตั้งแต่รัฐมนตรีลงมาถึงภารโรง กระทรวง-ทบวง-กรม-กองก็ควรเปลี่ยน "แผ่นดิสก์สมอง" กันเสียทีนายกฯ ไม่ต้อง เพราะท่านเปลี่ยนอยู่แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนอยู่คนเดียว "ผู้ตาม" ทั้งหลายไม่เปลี่ยนจึงเกิดภาพ "นายกฯ ไทย" ต้องลงไปทำเองทุกเรื่องนั่นไง!?เปลี่ยนยังไง?..............ก็เปลี่ยนจากใช้แต่อำนาจสั่งการ มาเป็นใช้สมองสร้างวิสัยทัศน์ อะไรที่เป็นปัญหา แทนที่จะออกกฎหมายห้ามก็ใช้ "ข้อมูล-สถิติ-งานวิจัย" เป็นผลิตผลทางสร้างสรรค์-เสริมสร้าง แปลงแนวคิดปฏิเสธ เอะอะก็ห้าม..ห้าม...ด้วยกฎหมายสู่มุมรับฟัง-รับคิด แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นนวัตกรรมทางปัญญา สอดรับมิติ "เศรษฐกิจ-สังคม-อุตสาหกรรม"บนฐานคนกว่า ๔๐ ล้าน!ไม่ใช่บนฐาน "หอคอย" คน ๑๐-๒๐ ล้าน ซึ่งด้วยอภินิหารแห่งความรวย ทำให้ตูดไม่เคยแตะพื้นรถกระบะกำลังปลุก EEC อยู่มิใช่หรือ?..........ท่านนายกฯ ลองให้การบ้านรัฐมนตรีอุตสาหกรรม-คมนาคมไปทำมาซิ ในเมื่อรถกระบะเป็นชีพจรเศรษฐกิจและสังคมของคนระดับล่าง-กลาง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ให้บริษัทรถไปวิจัยแล้ว "ผลิตรถต้นแบบ" ตอบโจทย์วิถีไทย ทั้งบรรทุก-ทั้งนั่งกระบะหลังมาดูซักแบบ-สองแบบซินี่แหละ "นวัตกรรมที่ชาติต้องการ"ไม่ใช่กฎหมายสร้างเวรกรรม ชนิดที่คนตายจะต้องเป็นปิศาจโดดเดี่ยว-เดียวดายอยู่บนรถกระบะ หาคนนั่งเป็นเพื่อนผีไม่ได้ เพราะกฎหมายเขาห้าม!ก็ฝากให้นายกฯ ทบทวน อย่าปล่อยให้ "ห้ามนั่งกระบะท้าย" กลายเป็น "เวรกรรมแห่งชาติ" เลย.
ขอบคุณ "เปลว สีเงิน" นสพ.ไทยโพสต์