ในเรื่องการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ตามหลักกฎหมาย โดยทั่วไปแล้วต้องให้ประกันตัว ส่วนการไม่ให้ประตัวเป็นข้อยกเว้น ทั้งนี้ การไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะต้องมีเหตุอันควรเชื่อ เหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี , ผู้ต้องหาหรือจำเลย จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประเด็นแรก ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี คือ มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าหากจำเลยได้รับการประกันตัวไป จะหลบหนีคดี เช่น คดีที่ศาลลงโทษหนัก ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกหลายสิบปี ที่ ผ่านมาหลายคดี ศาลมองว่า เมื่อโทษหนัก หากให้ประกันตัวไป โอกาสที่จำเลยจะหลบหนีคดีมีสูง ก็จะไม่ให้ประกันตัว แต่ว่าอะไรคือโทษหนัก บางครั้งนักกฎหมายก็ยังมีมุมมองต่างกัน อย่างเช่น คดีจุฑามาศและลูกสาว ที่ถูกจำคุก 66 ปี และ 44 ปี ตามลำดับนั้น หากดูจากโทษที่ศาลลงจากการรวมกระทงความผิดหลายกระทง ก็ต้องบอกว่า หนัก เป็นเรื่องร้ายแรง แต่ถ้าหากมองไปที่แต่ละกระทง ที่ศาลลงโทษ คือ กรณีจุฑามาศ กระทงละ 6 ปี หรือกรณี จิตติโสภา กระทงละ 6 ปี ก็ถือว่าโทษไม่หนัก หรือกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลย เคยมีพฤติการณ์หลบหนีคดีมาก่อน เช่น ในคดีนั้นจำเลยมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยง หลบหนีคดีตั้งแต่ชั้นสอบสวน กว่าจะได้ตัวมาฟ้องศาล ต้องใช้เวลาติดตามตัวอยู่นาน อย่างนี้ศาลก็อาจไม่ให้ประกันตัวประเด็นที่สอง จำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เช่น หากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไป จำเลยจะไปข่มขู่พยานสำคัญในคดีนั้นไม่ให้มาเบิกความเป็นพยาน หรือ ไปข่มขู่พยาน ให้มาเบิกความเป็นประโยชน์ต่อจำเลย หรือ จำเลยจะไปทำลายเอกสารหลักฐานสำคัญในคดี ศาลก็อาจไม่ให้ประกัน
สรุป ก็คือ การที่ศาลจะให้ประกันตัวจำเลยหรือไม่ ศาลมักจะดูว่าปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว จำเลยจะหลบหนีคดีหรือไม่ ซึ่งบางครั้งศาลก็จะโยงมาถึงคดีนั้นว่ามีโทษหนัก หากปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยอาจหลบหนีคดี และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ศาลมักดู ก็คือ ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไปแล้ว จำเลยจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดีหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กรณี จุฑามาศและลูกสาว ที่ยื่นขอประกันตัว ต้องรอดูกันต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์จะออกในทางใด