เนชั่นทีวี

ข่าว

PRIME TIME กับเทพชัย "วิระธู" ผู้สร้างหรือผู้ทำลายสันติธรรม | ตอนที่ 3/3 | 18-03-60

21 มี.ค. 2560 |

PRIME TIME กับเทพชัย "วิระธู" ผู้สร้างหรือผู้ทำลายสันติธรรม | ตอนที่ 3/3 | 18-03-60

พระวีระธุ ผู้นำกลุ่มชาวพุทธชาตินิยมสุดโต่งในเมียนมาร์ ซึ่งปลุกระดมสร้างความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม กำลังตกอยู่ภายใต้คำสั่งของมหาเถรสมาคมที่ห้ามการเทศนา นาน 1 ปีตั้งแต่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่พระวีระธุกลับยังท้าทายคำสั่งด้วยการปิดปากเพื่อประท้วงเงียบ จนทางการเมียนมาร์ขู่ดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนคำสั่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ข้ออ้างให้สามารถยุยงสร้างความเกลียดชังได้

พระวีระธุ ซึ่งมีฉายาว่า "บิน ลาเดน แห่งพม่า" ก่อไฟแห่งความขัดแย้งทางศาสนาในเมียนมาร์มานานหลายปีแล้วด้วยการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการต่างๆจำกัดเสรีภาพของคนกลุ่มนี้ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดในรัฐยะไข่ในปี 2555
ในที่สุดมหาเถรสมาคมลงดาบด้วยคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ห้ามพระวีรธุเทศน์เป็นเวลา 1 ปีโดยให้เหตุผลว่าพระรูปนี้พูดสร้างความเกลียดชังทางศาสนาทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน และขัดขวางความพยายามของรัฐในการรักษาหลักนิติธรรม พร้อมทั้งขู่ว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย หากกระทำการฝ่าฝืน
พระวีระธุ วัย 49 ปีเป็นหนึ่งในแกนนำพระสงฆ์จัดตั้งองค์กร "มาบาธา" ซึ่งรู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า "คณะกรรมการเพื่อการปกป้องชาติและศาสนา" กลุ่มนี้เคลื่อนไหวให้ออกกฎหมายทั้งทางศาสนาและเชื้อชาติเพื่อควบคุมชาวมุสลิม ที่มีสัดส่วนเพียง 5% ของประชากรในเมียนมาร์
เพียงหนึ่งวันหลังคำสั่งของมหาเถรสมาคม พระวีระธุใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊คถ่ายทอดสดการประท้วงเงียบโดยมีเทปกาวสีดำปิดปากเป็นรูปกากบาทเพื่อคัดค้าน คำสั่งของมหาเถรสมาคม ขณะที่ฝ่ายบริหารของเขตอิรวดี และกระทรวงกิจการศาสนาและวัฒนธรรมประกาศเตรียมดำเนินคดีกับพระวีระธุฐานฝ่าฝืนคำสั่ง
แต่พระวีระธุ ยืนยันว่า ไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งและไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการเทศนา นอกจากนี้กลุ่ม มาบาธา กล่าวหาว่า คำสั่งของมหาเถรสมาคมขัดรัฐธรรมนูญ และยังเปรียบเทียบว่า การห้ามพระวีระธุเทศน์ เท่ากับห้ามคนพูดความจริง
ฟางเส้นสุดท้ายที่คาดว่าทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD หมดความอดทนกับพระวีระธุ และมาบาธา จนต้องหาวิธีทำให้พระวีระธุสงบปากสงบคำลง น่าจะมาจากเหตุการณ์ลอบสังหารนายโค นี ทนายความชาวมุสลิม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนางอองซาน ซูจี ผู้นำ NLD เมื่อปลายเดือน ม.ค และในวันที่ 26 ก.พ. พระวีระธุโพสในเฟซบุ๊คแสดงความชื่นชมผู้ต้องหาสามคนที่ก่อคดียิงนาย โค นี รวมทั้ง ระบุว่า "เวลานี้ ฉันคลายความกังวลใจเรื่องอนาคตของพุทธศาสนาในประเทศของข้าพเจ้า มิฉะนั้น การทำลายพุทธศาสนา อาจเกิดขึ้นที่นี่ใน 5 ปี"
อะชิน วีระธุ เกิดเมื่อปี 2511 และออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 14 ปีเพื่อบวชเป็นพระและเข้าร่วมขบวนการ "969" ซึ่งเป็นขบวนการชาตินิยมต่อต้านศาสนาที่แตกต่างในปี2544 และเริ่มเป็นที่รู้จักจากการรณรงค์ให้ชาวพุทธอย่าซื้อสินค้าของชาวมุสลิม และถูกสั่งจำคุก 25 ปีในปี 2546 ข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชาวมุสลิม แต่ถูกปล่อยตัวในช่วงที่มีการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ในปี 2553
หลังจากถูกปล่อยตัว ยังคงเทศนาเผยแพร่ความเกลียดชังต่อไปผ่านยูทูบและเฟซบุ๊คซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 44,000 คน นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าอาวาสวัดมะซอเหย่นในเมืองมัณฑะเลย์ ที่มีพระสงฆ์ในความดูแลราว 2,500 รูป
ในปี 2555 พระวีระธุนำพระสงฆ์ออกมาเดินขบวนในเมืองมัณฑะเลย์ สนับสนุนแผนของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ในการขับไล่มุสลิมโรฮิงญาไปยังประเทศที่สาม คำพูดปลุกระดมของเขา ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่เมื่อเดือน มิ.ย. 2555 ทำให้ประชาชนราว 250 คนเสียชีวิต และมากกว่า 100,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย
ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์รูปนี้ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเกลีดชังจึงถูกนำไปขึ้น ปกนิตยสารไทม์ฉบับ 1 ก.ค.2556 พร้อมกับพาดหัวตัวโตว่า "โฉมหน้าชาวพุทธผู้สร้างความหวาดกลัว" (The Face of Buddhist Terror) และมีเรื่องจากปกพาดหัวว่า "เมื่อชาวพุทธคลั่ง" (When Buddhists Go Bad) เนื้อหาเป็นเรื่องความสุดโต่งของพระสงฆ์ในเมียนมาร์ ไทยและศรีลังกา นอกจากนี้ยังมีคำสัมภาษณ์ของพระวีระธุที่กล่าวถึงมุสลิมที่เขามองว่าเป็นศัตรูด้วยว่า "พวกเขาจะเข้าครอบงำประเทศ แต่ฉันจะไม่ปล่อยพวกเขาทำอย่างนั้น เราจะคงรักษาเมียนมาร์ในฐานะเมืองพุทธ" นอกจากนี้ เขาบอกด้วยว่า "นี่คือเวลาที่ต้องลุกขึ้นสู้ ทำให้เลือดของเราเดือดพล่าน"
นอกจากนี้พระวีระธุ ซึ่งเรียกตัวเองว่า "บิน ลาเดนแห่งพม่า" เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ด้วยว่า"ฉันภูมิใจที่ถูกเรียกว่าเป็นชาวพุทธหัวรุนแรง"
การเคลื่อนไหวของขบวนการ 969 นำโดยพระวีระธุนำไปสู่การเกิดอาชญากรรมความเกลียดชังและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้มาบาธายังผลักดันกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา 4 ฉบับได้สำเร็จในปี 2558 ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมประชากร, กฎหมายการเปลี่ยนศาสนาโดยต้องขออนุญาตจากทางการก่อน กฎหมายการมีคู่สมรสเพียงคนเดียว และกฎหมายห้ามหญิงชาวพุทธแต่งงานกับชายชาวมุสลิม กฎหมายเหล่านี้ถูกมองว่ามุ่งกีดกันมุสลิม
พระวีระธุไม่เพียงเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ แต่ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนวัดพระธรรมกายในไทยด้วย โดยนำพระสงฆ์และประชาชนเดินขบวนสนับสนุนวัดพระธรรมกายที่เมืองมัณฑะเลย์เมื่อ 23 ก.พ. เพื่อให้กำลังใจพระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับ และอ้างวว่าเพื่อร่วมปกป้องพุทธศาสนาในไทย หลังมีทหารและตำรวจเข้าตรวจค้นและล้อมบริเวณรอบนอกเพื่อติดตามจับกุม นอกจากนี้ยังโพสเฟซบุ๊กว่า รัฐบาลไทยกำลังทำลายพระพุทธศาสนา และขอให้นำเจ้าหน้าที่ออกไปจากวัดพระธรรมกาย
ก่อนหน้านั้น มาบาธา เป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล "ผู้นำพุทธศาสนิกชนดีเด่น" จากองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกของประเทศไทย และพระภัททันตะ ติโลกาภิวังสา ประธานองค์กรมาบาธา เดินทางมารับรางวัลที่วัดพระธรรมกายด้วยเมื่อ 22 ก.พ. 2559 ทำให้มีเสียงวิจารณ์มากมาย เพราะมาบาธามีพระวีระธุเป็นแกนนำจัดตั้งคนสำคัญ ทั้งที่เขาจุดชนวนความขัดแย้ง สร้างความเกลียดชัง และเลือกปฏิบัติต่อศาสนาอื่น
ที่ผ่านมาพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในเมียนมาร์ไม่กล้าวิจารณ์ความสุดโต่งของพระวีระธุ ขณะเดียวกันในยุครัฐบาลทหารเมียนมาร์ ก็ไม่ได้พยายามห้ามปราม เพราะมีเป้าหมายเดียวกันในการกวาดล้างมุสลิมโรฮิงญา แต่สำหรับรัฐบาลพลเรือนชุดแรกภายใต้การนำของพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจี ตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการจัดการกับพระวีระธุ ซึ่งได้รับความนิยมกว้างขวางในหมู่ชาวพุทธชาตินิยม ท่ามกลางแรงกดดันจากประชาคมโลกที่เรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องชาวโรฮิงญา
ก็ต้องจับตาดูว่าการเคลื่อนไหวครั้งแรกของรัฐบาลซูจีเพื่อกำราบพระวีระธุจะสามารถทำได้จริงจังแค่ไหน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นจะต้องควบคู่กับความรับผิดชอบ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการเผยแพร่ความคิดเกลียดชัง

ข่าวล่าสุด