การลาออกของ ทันตแพทย์ กฤษดา ในครั้งนี้มีผลทำให้รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ทั้ง 3 คน ได้แก่ นายสุวิทย์ สาสนพิจิตร์ นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ และรองศาสตราจารย์ วิลาสินี พิพิธกุล ต้องออกจากตำแหน่งด้วย
ก่อนหน้านี้ นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ยังต้องเดินสายชี้แจงต่อพนักงานไทยพีบีเอสเพื่อทำความเข้าใจ และขอโทษต่อพนักงานทุกคนที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ก่อนที่ต่อมาเจ้าตัวได้เข้าประชุมชี้แจงต่อคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส และยอมใจประกาศขอลาออกกลางที่ประชุมเพื่อรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งทำให้องค์กรต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์
สำหรับ นายกฤษดา อายุ 52 ปี เกิดในครอบครัวชาวจีน จบการศึกษาทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ด้าน Computer Science จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เคยเป็น "หมอฟัน" และเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2553 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันโครงการและกิจกรรมปลอดเหล้าและบุหรี่ อาทิ งดเหล้าเข้าพรรษา สวดมนต์ข้ามปี รวมทั้งการรณรงค์การคุ้มครองเด็กและเยาวชนอื่นๆ และจากนั้นได้รับเลือกเป็น ผอ.ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 59 ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารสื่อที่ใดมาก่อน แต่มีประสบการณ์เรื่องงานด้านสังคม มามากกว่า 14ปีที่รู้ประเด็นเรื่องผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ เป็นจุดแข็ง
การสรรหาผู้อำนวยการไทยพีบีเอสก่อนหน้า ล้วนแล้วแต่ได้บุคคลที่มีประสบการณ์ทำงานในวงการสื่อสารมวลชน เนื่องจากไทยพีบีเอสเป็นสถาบันสื่อสาธารณะ จะเห็นได้จากสถิติรายชื่อผู้อำนวยการไทยพีบีเอสและวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ก่อตั้งสถานีนี้ขึ้นมา เริ่มจากเปิดสถานีคนแรก คือนายเทพชัย หย่อง ระหว่างวันที่ 15 มกราคม 2551 - 9 ตุลาคม 2551 ขณะนั้นรักษาการผู้อำนวยการสถานี ตามมติคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว ต่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการครบวาระ 4 ปี ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2551 - 9 ตุลาคม 2555 คนที่ 2 คือนายสมชัย สุวรรณบรรณ (อ่านว่า สุ-วัน-บัน) ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2555 - 9 ตุลาคม 2558 ไม่ครบวาระเพราะถูกคำสั่งปลด ถัดมากคือ นางพวงรัตน์ สองเมือง นั่งรักษาการแทนผู้อำนวยการ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 - 31 มกราคม 2559 และกระทั่งคัดเลือกแต่งตั้ง ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 - 15 มีนาคม 2560 ดำรงตำแหน่งเพียงแค่ 1 ปีเศษเท่านั้น
แม้กรรมการบริหารนโยบายสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ระบุว่ากรณีซื้อตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ซีพีเอฟไม่ผิดระเบียบ การดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของสังคมและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอสเป็นอย่างมาก หลังจากได้รับฟังข้อกังวล คำแนะนำจากทุกฝ่ายถึงความไม่เหมาะสม และใช้เงินเกิน 50 ล้านโดยไม่ขออนุมัติถือว่าผิดระเบียบชัดเจน แม้จะไม่ใช่เรื่องทุจริต คณะกรรมการนโยบายจึงมีมติให้ขายตราสารหนี้ดังกล่าวตามความ เหมาะสมต่อไป และจากนี้ต้องรอบอร์ดนโยบายแต่งตั้งรักษาการผู้อำนวยการ จากนั้นอีกประมาณ 3 เดือนจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้บริหารชุดใหม่