เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะดราม่า "ป๋า" เขกหัว สังคมทวงถามจริยธรรม สปท.

14 มี.ค. 2560 | nation_ent

เจาะดราม่า "ป๋า" เขกหัว 
สังคมทวงถามจริยธรรม สปท.

ถ้าไม่มีดราม่าเขกหัวเด็กเสิร์ฟเกิดขึ้น ชื่อของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) "อนุสร จิรพงศ์" ก็คงไม่อยู่ในความสนใจของสังคม

แน่นอนว่าการเปิดเผยประวัติของสปท.ท่านนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้สังคมรู้ว่าคนในข่าวเป็นใครมาจากไหน แต่สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือประเด็นว่าด้วย "จริยธรรม" ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตำแหน่งสมาชิก สปท. คือผู้กำหนดทิศทางของประเทศและกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน พูดให้ชัดก็คืออยู่ในฐานะเดียวกับนักการเมืองที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน   อย่างไรก็ตาม ปัญหาน่าปวดหัวว่าด้วยจริยธรรมของนักการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะหลายรัฐบาลได้พยายามออกกฏต่างๆเพื่อกำกับพฤติกรรมกันมาแล้วมากมาย แต่ไม่ค่อยเป็นผลเสียเท่าไหร่   ถึงแม้คำว่าจริยธรรมทางการเมือง มักถูกหยิบไปใช้อย่างฉาบฉวยแถมยังถูกลดรูปให้เหลือเพียงมิติเดียวแค่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่เอาเข้าจริงแล้ว การเมืองไทยมีกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเอาไว้หลายด้าน และเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะแยกแยะได้ว่าพฤติกรรมแบบไหนถือว่าขัดและไม่จริยธรรม   ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 กำหนดชัดเจนว่า ข้าราชการการเมืองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งการเป็นพลเมืองดีและเคารพกฏหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังต้องเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น ไม่แสดงกิริยาไม่สุภาพ อาฆาตมาดร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด   เช่นเดียวกับข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและกรรมาธิการ ซึ่งออกมาในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดในทิศทางเดียวกัน คือย้ำถึงบทบาทต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมโดยปราศจากอคติใดๆ  จะเห็นได้ว่ากฏทั้งสองฉบับค่อนข้างเรียกร้องให้ (ข้าราชการ) ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมทั้งเรื่องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม  แต่สุดท้ายแล้ว กฏต่างๆมักกลายเป็นเพียงอุดมคติในแผ่นกระดาษ เพราะการบังคับใช้ไม่เคร่งครัด รวมถึงการลงโทษที่ยังไม่จริงจังเพียงพอ     

ข่าวล่าสุด