เนชั่นทีวี

ข่าว

PRIME TIME กับเทพชัย กาแฟป่า...แห่งลุ่มน้ำลาว ? | ตอนที่ 3/3 | 11-03-60

13 มี.ค. 2560 |

PRIME TIME กับเทพชัย กาแฟป่า...แห่งลุ่มน้ำลาว ? | ตอนที่ 3/3 | 11-03-60

เช้านี้...พ่อหลวงบุญทา ต้องรีบเก็บลูกกาแฟสีแดงที่สุกเต็มที่ เพราะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ผลผลิตกำลังจะเริ่มวาย หลังจากที่เริ่มเก็บมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม กว่าพ่อหลวงบุญทา ลางแขก จะมายืนเก็บเมล็ดกาแฟได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะก่อนหน้านั้นพ่อหลวงทดลองปลูกพืชมาหลายชนิดหล่อเลี้ยงชีวิต แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวมีรายได้ดีขึ้น แถมยังต้องเอาป่าออกเพราะพืชเชิงเดี่ยวอย่าง เสาวรสและขิง ไม่ชอบเงาไม้ใหญ่มาบดบังแสงแดดเพื่อการเจริญเติบโต

การเอาต้นไม้ออกเพื่อหลีกทางให้กับต้นเสาวรสในขณะนั้นกลายเป็นปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐฯกับชาวบ้านขุนลาว เพราะพื้นที่ทำการเกษตรแห่งนั้นอยู่ในเขตอุทยาแห่งชาติขุนแจ
แต่การเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดใหม่อย่างกาแฟสายพันธุ์อราบิก้า ที่นำสายพันธุ์มาจากอเมริกาใต้นั้น มันไม่ต้องการสารเคมี.. มันต้องการอยู่กับต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงารำไร ซึ่งมันจะทำให้ลูกกาแฟสุกช้า มีช่วงเวลาในการสะสมธาตุอาหารได้มาก ส่งผลให้คุณภาพของกาแฟที่นี้มีคุณภาพดี การปลูกกาแฟเคียงคู่ไปกับไม้ยืนต้น ทำให้เป็นที่ยอมรับของกรมอุทยานแห่งชาติ ฝ่ายรัฐเองก็มองว่า พืชชนิดเกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องบุกรุกทำลายต้นไม้ ว่ากันว่า...การปลูกกาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นการช่วยรักษ์ษาป่าในเขตอุทยานขุนแจถึง 2 หมื่นไร่สวนกาแฟของหมู่บ้านแห่งนี้ อยู่ในใจกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ โอบล้อมไปด้วยป่าไม้หนาทึบ มีลำธารเล็กๆไหลผ่านตลอดทั้งปีมีอากาศที่หนาวเย็น โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในช่วงหน้าหนาว15-25องศา และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ประมาณ20-30องศาเท่านั้น
แน่นอนว่ากาแฟสายพันธุ์ย่อยอราบิก้า อย่าง ทิปปิก้า,คาติมอร์,หรือเมล็ดผลสีเหลืองที่เรียกกันว่าสายพันธุ์เบอร์บอน มันชอบอากาศในลักษณะนี้
พื้นที่บ้านขุนลาว ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย อยู่ในเขตเทือกเขาผีปันน้ำตะวันตก ซึ่งในอดีตเคยเป็นดินแดนของภูเขาไฟ ในเนื้อดินจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่หลากหลาย
นั้นหมายความว่า..พื้นที่แห่งนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าที่ให้คุณภาพที่ดีเยี่ยม โดยได้รับการการันตีในปี2556-2557 ว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดของประเทศ อภิรุณ คำปิ่นคำ ประธานกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษ์ษาป่าบ้านขุนลาว บอกกับทีมงาน Prime Time ว่า การเข้าใจและเคร่งครัดในมาตรฐานออแกนิคของชาวบ้าน ทำให้กาแฟที่นี้โดดเด่น ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีองค์กรรองรับทั้งในยุโรป,อเมริกา ปัจจุบันเกษตรกรทำไร่กาแฟ ได้รวมตัวกันเป็น "เครือข่ายกาแฟอินทรีย์ รักษ์ษาป่า" มีแหล่งรับซื้อประจำหมู่บ้าน มีคณะกรรมการที่เป็นคนในหมู่บ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่คอยจดบันทึก และเจ้าหน้าที่คัดเลือกเมล็ดที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดออกสู่ตลาด โดยใช้เบรนด์กาแฟอินทรีย์ "มีวนา"สำหรับราคาผลกาแฟเชอรี่หรือกาแฟที่ยังไม่ได้เอาเปลือกออกนั้น ..ขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งเกษตรกรจะเก็บผลกาแฟได้วันละ 25 กิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ยวันละ 500 บาท โดยรายได้เฉลี่ยในรอบปีนั้นตกอยู่ที่ประมาณ 1 แสนห้าหมื่น ถึง 2 แสนบาท ต่อครอบครัว
ถัดออกไปทางด้านทิศเหนือของบ้านขุนลาว อ.เวียงป่าเป้า..ทีมงาน Prime Time ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อไปยังบ้านใหม่พัฒนา ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งว่ากันว่า เป็นนครหลวงของกาแฟสายพันธุ์อราบิก้า
บ้านใหม่พัฒนาแห่งนี้เป็นหมู่บ้านพี่น้องอาข่า..ในช่วงระยะเดือนกุมภาฯถึงเดือนมีนาคมนี้..ชาวบ้านต้องช่วยกันทำแนวกันไฟป่า เพราะถ้าไม่ทำมันอาจสร้างความเสียหายกับพื้นที่ไร่กาแฟ รวมถึงสมบัติทรัพยกรธรรมชาติที่สำคัญของพวกเค้าด้วย นี้คือต้นชา ที่มีอายุนับพันปี สมบัติล้ำค่าของชาวบ้านใหม่พัฒนา..ซึ่งบรรพบุรุษหลายต่อหลายรุ่นหวงแหนไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์.....มันถูกนำเมล็ดไปขยายพันธุ์ทั่วทั้งหมู่บ้าน การมีต้นชาอายุนับพันปี มันหมายความว่าดินแดนแห่งนี้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ดังนั้นกาแฟที่นี้จึงพลอยได้รับอานิสงฆ์จากคุณภาพของพื้นที่ไปด้วยก่อนหน้านั้น..พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นแหล่งปลูกพืชล้มลุก อย่าง กะหล่ำปลี,ถั่ว,มะเขือเทศ ของพี่น้องชาวม้ง การทำการเกษตรในช่วงนั้นต้องเอาต้นไม้ใหญ่ออกเพื่อไม่ให้บดบังแสงพืชเชิงเดี่ยวที่นำมาปลูก แต่ภายหลังเมื่อพี่น้องชาวอาข่าเข้ามาทำกินต่อ แล้วพวกเค้าได้รวมกันเป็นกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่า บ้านใหม่พัฒนา มันมีข้อกำหนดไว้ว่าจะไม่บุกรุกทำลายป่าเพิ่ม และต้องปลูกไม้ยืนต้นท้องถิ่นร่วมกับกาแฟด้วย ข้อกำหนดหนึ่งของผู้เข้าร่วมกลุ่มกาแฟอินทรีย์ฯ คือต้องปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาไม่น้อยกว่า 10 ชนิด หรือประมาณ 50 ต้นต่อไร่ในพื้นที่การปลูกกาแฟ ถึงขณะนี้สามารถพูดได้ว่า "เครือข่ายกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษ์ษาป่า" เป็นผู้ผลิตกาแฟออร์แกนิค รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และกำลังยกระดับไปสู่การส่งออก
ปัจจุบัน...ผลผลิตกาแฟอินทรีย์ของชาวบ้านจำนวน 344 ครัวเรือน ในเขตลุ่มน้ำลาว ลุ่มน้ำแม่สรวย และลุ่มน้ำแม่กรณ์ ถูกรวบรวมไว้ที่คลังสต๊อกสินค้า อ.แม่สรวย จ.เชียงราย..ปีนี้มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 500-600 ตัน
การปลูกกาแฟอินทรีย์รักษ์ษาป่าเป็นโมเดลหนึ่งที่หลายๆพื้นที่ทางภาคเหนือสนใจในขณะนี้ ซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างที่จะช่วยงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำทั่วประเทศที่มากไปกว่านั้น..เกษตรกรสามารถทำมาหากินในพื้นที่ป่าได้ และกรมอุทยานห่งชาติสามารถทำข้อตกลงกับชาวบ้าน ที่จะไม่บุกรุกทำลายธรรมชาติเพิ่ม

ข่าวล่าสุด