เนชั่นทีวี

ข่าว

11-3-60 รายการ PRIME TIME กับเทพชัย ตอนที่ 2 : สงครามของ "ดูเตอร์เต้"

13 มี.ค. 2560 |

11-3-60 รายการ PRIME TIME กับเทพชัย ตอนที่ 2 :  สงครามของ "ดูเตอร์เต้"

18 ตุลาคม 2559 นายจี อิ๊ก จู นักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ ถูกลักพาตัวจากบ้านพักในจังหวัดปัมปังกา บนเกาะลูซอน ทางเหนือของฟิลิปปินส์คนร้ายเรียกเงิน8 ล้านเปโซ หรือกว่า 7 ล้านบาทเป็นค่าไถ่10 วันหลังจากนั้นภรรยาของนายจี ยอมจ่ายเงินเพียง 5 ล้านเปโซ เพราะคนร้ายไม่สามารถพิสูจน์ให้เธอเชื่อได้ว่าสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่

นี่เป็นคดีลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดและน่าสยองที่สุดในฟิลิปินส์นับตั้งแต่โรดริโก้ ดูเตอร์เต้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อกลางปีที่แล้วการสอบสวนของตำรวจพบว่านายจี ถูกทรมาณก่อนเสียชีวิตจากการถูกรัดคอในวันเดียวกันกับที่ถูกลักพาตัว จากนั้นศพของเขาถูกนำไปเผาที่ฌาปนสถานแห่งหนึ่ง และ 3 เดือนหลังจากนั้น อัฐิที่เหลือของเขาก็ยังถูกทิ้งมันลงส้วมของฌาปนสถานแห่งนั้น
แต่ที่ช็อคคนฟิลิปปินส์มากที่สุดคือความจริงที่ว่า กลุ่มคนร้ายที่ลักพาตัวและสังหารนักธุรกิจชาวเกาหลีใต้รายนี้มีตำรวจร่วมอยู่ด้วยหลายนาย และสถานที่ที่เหยื่อถูกสังหารคือพื้นที่ในบริเวณ Camp Crame ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ที่เมืองเกซอน ซิตี้
ข้ออ้างของตำรวจที่ลงมือก่อเหตุสลดครั้งนี้คือ นายจีเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นข้ออ้างเดียวกันกับที่ตำรวจฟิลิปปินส์ใช้อธิบายการวิสามัญฆาตกรรมชาวฟิลิปปินส์หลายพันคนภายใต้นโยบายปราบปรามขบวนค้ายาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต้
ถึงแม้ดูเตอร์เต้ยังเสียงแข็งที่จะเดินหน้ากับการใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดต่อไป  แต่คดีฆาตกรรมนักธุรกิจชาวเกาหลีใต้รายนี้ทำให้ผู้นำฟิลิปปินส์ต้องยอมรับเป็นครั้งแรกว่าตำรวจฟิลลิปปินส์เป็นต้นต่อใหญ่ของปัญหาอาชญากรรม
เมื่อถูกแรงกดดันมากขึ้น ดูเตอร์เต้ถึงขั้นออกมาประณามตำรวจฟิลิปปินส์ว่าทุจริตโกงกินกันจนเป็นสันดาน และขู่จะลดบทบาทของตำรวจในการทำสงครามกับยาเสพติด   
นี่ถือว่าเป็นการพลิกจุดยืนของผู้นำฟิลิปปินส์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะไม่นานก่อนหน้านี้ดูเตอร์เต้ยังประกาศจะยืนเคียงข้างตำรวจฟิลิปปินส์ในทุกเรื่องถึงขั้นออกมาปกป้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เสนอตัวขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการตายของนักธุรกิจเกาหลี โดยอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนายตำรวจผู้นี้
หลังลดบทบาทของตำรวจ  ดูเตอร์เต้ก็มีคำสั่งให้กองทัพเข้ามาสนับสนุนหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด ซึ่งขึ้นตรงกับการบัญชาการของประธานาธิบดี แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ดูเตอร์เต้ก็ยอมรับว่าจำเป็นต้องเอาตำรวจกลับมาทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเหมือนเดิมเพราะกำลังคนสำหรับภารกิจนี้ไม่เพียงพอ  แต่อ้างว่าจะคัดเลือกเอาเฉพาะตำรวจรุ่นใหม่ที่ไม่มีประวัติพัวพันกับการทุจริตคอรัปชั่น
คงไม่มีผู้นำของประเทศไหนในภูมิภาคนี้อีกแล้วที่ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ได้มากไปกว่าดูเตอร์เต้ 
ดูเตอร์เต้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา เมืองทางใต้ของประเทศมายาวนานถึง 22 ปี และตลอดเวลานั้นก็สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการบริหารงานแบบถึงลูกถึงคน  โดยเฉพาะการจัดการกับเหล่าอาชญากรและพ่อค้ายาเสพติดแบบตาต่อตาฟันต่อฟันจากดาเวา ดูเตอร์เต้กระโดดขึ้นเวทีการเมืองระดับชาติด้วยนโยบายที่สร้างความสำเร็จให้กับเขาที่บ้านเกิด นั่นคือการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดแบบถอนรากถอนโคน 

ทันทีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนสียงท้วมท้น ดูเตอร์เต้ก็เปลี่ยนประเทศให้เป็นแนวรบในการทำสงครามกับยาเสพติด พร้อมประกาศว่าจะสังหารพวกอาชญากรเป็นหมื่นๆ คน และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมจัดการกับคนติดยาด้วยดูเตอร์เต้ไม่สนใจเสียงทักท้วงจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลในประเทศตะวันตก ออกคำสั่งให้ตำรวจปราบปรามเหล่าอาชญากรรมแบบเด็ดขาด พร้อมเสนอค่าหัวให้กับผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด"ถ้าพวกแกทำลายประเทศ ฉันจะฆ่าพวกแก" คือคำประกาศของดูเตอร์เต้
ไฟเขียวจากผู้นำสูงสุดของประเทศทำให้สถิติการฆาตกรรมของฟิลิปปินส์พุ่งพรวดเป็นประวัติการณ์  การพบศพของผู้ต้องสงสัยนอนตายตามมท้องถนนในกรุงมะนิลาและเมืองใหญ่อื่นๆ ได้กลายเป็นเรื่องปกติ  เหยื่อฆาตกรรมไม่น้อยเป็นเยาวชน    และดูเหมือนเตอร์เต้ไม่ลังเลใจที่จะอ้างว่าศพเหล่านี้คือผลงานการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล 
ดูเตอร์เต้ไม่ฟังแม้แต่เสียงทักท้วงจากอดีตจ้าวอาณานิคมและพันธมิตรสำคัญของฟิลิปปินส์อย่างสหรัฐอเมริกา  นอกจากไม่สนใจเสียงคัดค้านแล้วยังต่อว่าอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐแบบไม่ไว้หน้า แถมยังขู่จะหันหลังให้สหรัฐเพื่อไปคบหาสมาคมกับจีนและรัสเซียมากขึ้นจนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี  ดูเตอร์เต้จึงผ่อนการโจมตีสหรัฐลงไป
เพื่อแสดงให้คนฟิลิปปินส์เห็นว่าเขาจริงจังกับการปราบปรามยาเสพติดแค่ไหน   เมื่อปลายปีที่แล้วดูเตอร์เต้เปิดเผยรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติดกว่า 150 คน ที่ฮือฮามากเป็นพิเศษก็คือ รายชื่อดังกล่าวมีทั้งนายตำรวจ นายทหาร นักการเมือง และแม้แต่ผู้พิพากษา และประกาศจะเดินหน้าจัดการกับคนเหล่านี้อย่างเด็ดขาด
ดูเตอร์เต้อ้างว่าเพียงเดือนเดียวหลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดี มีพ่อค้ายา และคนเสพยา เข้ามอบตัวกับตำรวจถึง 6 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกันกับการค้ายาแอมเฟตเตมิน หรือยาบ้าน
ดูเตอร์เต้อ้างว่าฟิลิปปินส์กำลังกลายเป็นรัฐยาเสพติด ซึ่งในความหมายสากลหมายถึงประเทศที่ขบวนการค้ายาเสพติดมีอิทธิพลถึงขั้นควบคุมกลไกต่างๆ ของรัฐได้ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขจริงไม่น่าจะสูงเท่ากับที่ดูเตอร์เต้หยิบยกมาอ้างดูเตอร์เต้อ้างว่าฟิลิปปินส์มีคนติดยามากถึง 3 ล้าน 7 แสนคน แต่ตัวเลขจากหลายแหล่งที่อ้างอิงได้อยู่ที่เพียง1ล้าน 8 แสนคน ซึ่งไม่ได้สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วไป
หลังจากกว่า8 เดือนของการทำสงครามกับยาเสพติด ตำรวจรายงานว่าได้สังหารผู้กระทำผิดไปมากกว่า 2,550 ราย แต่ยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 4,000 ราย ที่ไม่มีคำอธิบายถึงสาเหตุ 
สื่อของฟิลิปปินส์รายงานมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามกับยาเสพติดแล้วกว่า 7,500 ราย และเชื่อว่าในจำนวนนี้มีผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วยไม่น้อย
นอกจากต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายปราบปรามยาเสพติดในปัจจุบันแล้ว พฤติกรรมของดูเตอร์เต้ใสสมัยที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาก็ยังตามมาหลอกผู้นำฟิลิปปินส์   ดูเตอร์เต้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังหน่วยล่าสังหารที่ออกไล่ล่าและปลิดชีพผู้ต้องสงสัยเป็นอาชญากร มีคนที่ตกเป็นเหยื่อของการล่าสังหารนี้หลายพันคนซึ่งร่วมถึงเด็กและสตรี ดูเตอร์เต้ยังถูกกล่าวว่าเป็นคนลั่นไกสังหารเหยื่อด้วยตัวเองในบางเหตุการณ์ด้วยซ้ำ
ข้อกล่าวหาดังกล่าวนี้มีน้ำหนักมากขึ้นก็เพราะคนที่ออกมาเปิดโปงเป็นอดีตำราจที่ยอมรับว่าอยู่ในขบวนการล่าสังหารนี้ด้วย
แต่คนที่ดูเหมือนกำลังสั่นคลอนเก้าอี้ของดูเตอร์เต้มาที่สุดก็คงเป็นนางเลย์ล่า เดลิมา วุฒิสมาชิกหญิง และอดีตรัฐมนตรียุติธรรมสมัยประธา นาธิบดีเบนิกโน อาคิโน่นางเดลิมา เป็นหัวหอกในการแฉพฤติกรรมในอดีตของดูเตอร์เต้มาอย่างต่อเนื่อง    และในระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมของวุฒิสภาเธอถึงขั้นเรียกผู้นำฟิลิปปินส์ว่าเป็น "ฆาตกร" ดูเตอร์เต้ตอบโต้ด้วยการให้ตำรวจตั้งข้อหาเธอว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด
แต่ชัดเจนว่าดูเตอร์เต้ยังพร้อมเดินหน้าทำสงครามกับยาเสพติดต่อไปเพราะมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ของฟิลิปปินส์ยังเห็นด้วยกับนโยบายนี้   และจะพยายามผลักดันให้มีการฟื้นโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ค้ายาเสพติด
โทษประหารชีวิตนี้ถูกยกเลิกไปในปี 2549  และดูเตอร์เต้ตั้งใจจะกลับมาใช้บทลงโทษนี้อีกครั้งในเดือนพฤษภาคมนี้ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนหลายกลุ่มที่เป็นห่วงว่าผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นเหยื่อไปด้วย
กฎหมายนี้จำกัดการใช้โทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติดเท่านั้น โดยกำหนดว่าผู้มีความผิดในข้อหาครอบครองกัญชาอย่างน้อย 500 กก. หรือโคเคน เฮโรอีน หรือ ยาไอซ์ อย่างน้อย 10 กรัม เช่นเดียวกับข้อหาผลิตและจำหน่ายยาเสพติด นอกจากนี้คนที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฆาตกรรมและข่มขืนขณะมึนเมาด้วยฤทธิ์ยาเสพติด ก็จะต้องโทษประหารด้วย โดยการประหารชีวิตอาจใช้วิธีแขวนคอ ยิงเป้า หรือฉีดยา
ขณะที่ดูเตอร์เต้พยายามอ้างชัยชนะเบื้องต้นในการทำสงครามกับยาเสพจากจำนวนศพที่กองสูงขึ้นทุกวัน  แต่คนฟิลิปปินส์ไม่น้อยต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา โดยเฉพาะคนยากจนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่มักเป็นที่หลบซ่อนของผู้ค้ายาเสพติด หลายครอบครอบต้องสูญเสียลูกหลานโดยไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้
การตั้งชื่อพื้นที่ในสุสานบางแห่งว่า Duterte compound  หรือ "เขตของดูเตอร์เต้"  ซึ่งเป็นหลุมฝังศพของเหยื่อจากสงครามยาเสพติด อาจจะเป็นทางเดียวสำหรับคนฟิลิปปินส์เหล่านี้ที่จะฟ้องสังคมว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

ข่าวล่าสุด