การแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาลักลอบนำเข้างาช้าง จากประเทศมาลาวี ในแอฟฟริกาตะวันออก ที่สามารถยึดของกลาง เป็นงาช้าง จำนวน 422 ท่อน น้ำหนักประมาณ 330 กิโลกรัม มูลค่าประมาณรวมกว่า 16 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมานั้น สะท้อนว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านและลักลอบส่งออกงาช้างผิดกฎหมายเหล่านี้
สอดคล้องกับข้อมูลจาก ไวล์ดเอด ระบุว่า วิกฤตการณ์ฆ่าช้างเอางาในแอฟฟริกาสูงมากถึง 33,000 ตัวต่อปี โดยประเทศไทยเป็น ประเทศทางผ่านของงาช้างที่ถูกลักลอบไปขายต่อยังประเทศจีน และตลาดอื่นๆ ที่ต้องการงาช้าง
เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ ผู้จัดการโครงการรณรงค์ภูมิภาคเอเชีย ไวล์ดเอด ชวนผู้นำธุรกิจ องค์กรดังในเมืองไทย ลงนามให้คำมั่นเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการปกป้องช้างและสัตว์ป่า รวมทั้งแสดงพลังงานไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากงาช้าง
คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช เป็น 1 ใน 15 ผู้นำทางธุรกิจที่ลงนามในโครงการนี้ด้วย บอกว่า การหยุดซื้องาช้าง ก็เท่ากับหยุดฆ่าช้างได้ 1 ตัว
วงเสวนาที่ประกอบด้วยผู้นำธุรกิจที่มีใจอนุรักษ์ช้างป่า เห็นว่าการผลักดันกฎหมายหยุดขายงาช้างเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการฆ่าช้างเอางา จากกรณีประเทศฮ่องฮงที่เปิดให้ซื้อขายงาช้างได้อย่างเสรีทำให้ช้างถูกฆ่ามากขึ้น
ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยอมรับว่าประเทศไทย ยังไม่ถึงขั้นกับมีกฎหมาย ให้หยุดซื้อขายงาช้าง เพราะช้างในประเทศไทย บางส่วนเป็นช้างบ้าน ที่ผู้ถือตั๋วรูปพรรณช้าง เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
อย่างำรก็ตาม นายสมเกียรติ บอกว่า ภายหลังจากมีพระราชบัญญัติงาช้าง มีผู้นำงาช้าง มาขึ้นทะเบียน จำนวน 48,630 ราย มีห้างร้านแจ้งเลิกขายงาช้าง ไป 84 ราย ปัจจุบันยังมีห้างร้านที่ได้รับใบอนุญาตในค้างาช้างตามกฎหมาย จำนวน 131 ร้าน และมีแนวโน้มลดลง
นอกจากนี้ไทยยังตรวจตราตามแนวชายแดนไม่ให้เป็นทางผ่านของการค้างาช้างแอฟฟริกาอย่างผิดกฎหมาย ส่วนในไทยการค้างาช้าง เป็นช้างบ้านเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันต้องดูแลในส่วนของมาตรการป้องกันสวมสิทธิ์ช้างป่ามาเป็นช้างบ้าน