ในการส่งสัญญาณเตือนของ Steven Mnuchin ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ร่วงรุนแรง โดย Dollar Index ปรับตัวลดลงที่ 101.10 ในวันศุกร์ จากที่วิ่งขึ้นไปถึงระดับ 102.21 เมื่อวันพฤหัสฯ รวมทั้งมีผลช่วยลดความร้อนแรงของจุดเสี่ยงก่อนตลาดบอนด์พังทลาย หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุ 2.62% ตามทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในวันที่ 15 มีนาคม
ส่วนท่าทีล่าสุดของ Gary Cohn อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้หัวหน้าคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ออกมายืนยันว่าภายใต้การบริหารของทรัมป์จะเคารพการทำงานที่เป็นอิสระของเฟดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ รวมถึงอีก 2-3 ครั้งในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป
1.Wilbur Ross รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ วัย 79 ปีเปิดเผยประเด็นไฮไลท์ที่ทรัมป์เตรียมรุกหนักประเทศคู่ค้า โดยคาดว่าจะรื้อฟื้นเจรจาการค้าเสรีของ NAFTA ให้เป็นรูปแบบเจรจาการค้าทวิภาคีจะมีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์นี้ ซึ่งจะมีการตั้งกำแพงภาษีปกป้องการค้าของสหรัฐ รวมทั้งการเร่งเจรจาการค้าทวิภาคีกดดันญี่ปุ่น โดยยึดหลัก American First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนพุ่งเป้าหมายต่อไปบีบจีนและเยอรมัน เป็นขั้นตอนแรกขณะที่ไฮไลท์ขั้นตอนที่สอง Steven Mnuchin รัฐมนตรีคลังสหรัฐหวังกดดันเวทีประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G-20 ที่ Baden-Baden ของเยอรมัน ในเดือนมีนาคมนี้ถกมาตรการเล่นงานประเทศที่ใช้นโยบายลดค่าเงินชิงความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีเยอรมันที่ช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้าจากการอ้างอิงค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเนื่องจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอีก 18 ปะระเทศ ท่ามกลางการเกินดุลการค้าของเยอรมันที่สูงถึง 8% ของจีดีพีในปีที่ผ่านมา
2.ขณะเดียวกันการส่งสัญญาณเตือนของ Steven Mnuchin สยบการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ทำให้ Dollar Index ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วที่ระดับ 101.10 ในวันศุกร์ จากที่แข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 102.21 เมื่อวันพฤหัสฯ
โดยที่การอ่อนตัวลงของเงินดอลลาร์นั้น มีผลช่วยลดความร้อนแรงของจุดเสี่ยงของตลาดบอนด์ที่ถูกกระหน่ำขายอย่างหนักให้พังครืนลงมา หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุ 2.62% ตามทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในวันที่ 15 มีนาคม โดยชะลอตัวลงมาแตะที่ 2.59% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
3.ในขณะนี้บรรดานักวิเคราะห์หลายคนในสหรัฐเชื่อไปแล้วว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์เนื่องจากแรงกดดันของเงินเฟ้อร้อนแรงมากขึ้น เพราะถัดจากวันที่ 15 มินาคมที่เฟดทำการประชุมแล้วจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1% ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ขณะที่น้ำหนัก 50% เชื่อว่าจะมีการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในเดือนมิถุนายน และครั้งที่ 3 ในเดือนกันยายน แตกต่างจากการคาดการณ์ช่วงต้นปีที่ให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้
โดยท่าทีของเฟดต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ถูกมองว่าจะเป็นการท้าทายนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 3.5% ต่อในช่วงที่นั่งในตำแหน่งผู้นำบริหารประเทศ แต่ท่าทีล่าสุดของ Gary Cohn ที่เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้หัวหน้าคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ออกมาให้สัมภาษณ์ Fox News ยืนยันว่าการดำเนินการของเฟดถือเป็น good job ซึ่งทำเนียบขาวจะเคารพการทำงานที่เป็นอิสระของเฟดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ รวมถึงอีก 2-3 ครั้งในช่วงเวลาหลังจากนี้ไป
4.หลังจากที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น ปรากฏว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็กำลังดำเนินการในทิศทางเดียวกัน ในการทยอยลดปริมาณการซื้อบอนด์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปั 80 ล้านล้านเยน แต่จากแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2017 ระบุว่า หลังจากผ่านพ้นไป 11 เดือนในปีงบประมาณนี้ BOJ มีแนวโน้มที่จะซื้อบอนด์สุทธิเพียง 66 ล้านล้านเยน หรือราว 5.72 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงจากเป้าหมาย 18% เท่ากับเป็นสัญญาณว่า BOJ จะค่อยๆ ลดวงเงินการซื้อบอนด์ (Taper) ไปเรื่อยๆ ในปีถัดไป
5.ทางด้านเจพี มอร์แกน เตือนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เสี่ยงขาลง หลังเจอแรงขายกระหน่ำซ้ำเติมราคาน้ำมันโลกที่ร่วงหลุดลงแตะ 48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากข้อตกลงการลดกำลังผลิตน้ำมัน 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วไม่สอดคล้องกับปริมาณสำรองน้ำมันของโลหที่พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นสูงกว่า 500 ล้านบาร์เรล ส่งกระทบต่อราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 54-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล่าสุดมาอยู่ที่ 48.05 ดอลลาร์สำหรับราคาน้ำมัน WTI