ขณะที่ตัวเลขจีดีพีสหรัฐในไตรมาสแรกปีนี้ที่คาดการณ์ล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนตาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ว่าจะมีการเติบโตลดลงที่ 1.2% เนื่องจากผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตลดลงถึงครึ่งหนึ่งจากที่คาดการณ์ไว้เดิม 2.5%
นอกจากนี้ เม็กซิโกเริ่มระเบิดศึกสงครามการค้าแล้ว ระงับการส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐ โดยเป็นประกาศที่ออกมาจากสมาคมการค้าน้ำตาลของเม็กซิโกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นสัญญาณการตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนสกัดการอพยพของแรงงานชาวเม็กซิกัน
1.หลังจากช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้มีความเป็นไปได้เพียง 45% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1% นั้น แต่ขณะนี้ตลาดการเงินกลับเชื่อ 100% ไปแล้วว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะมีขี้นช่วงวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ โดยที่อัตราดอกเบี้ยเดือนเมษายนของ Fed Fund Rate Future ได้ปรับขึ้นไปยืนรอล่วงหน้าแล้ว หลังจากที่สมาชิกสายเหยี่ยวยืนยันหนักแน่นในนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้นเนื่องจากสัญญาณเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นถึง 1.6% จากแรงหนุนในการบริโภคที่ร้อนแรงของคนอเมริกัน
ทั้งนี้บทวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ซิตี้กรุ๊ป และเจพี มอร์แกน ชูธงแดงเตือนการลงทุนในตลาดหุ้นให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนสถาบันและบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์มีการปรับลดพอร์ตลงทุนในช่วงหนึ่งเศษที่ผ่านมา โดยหุ้นส่วนใหญ่ที่มีการขายออกไปนั้นกลับมีนักลงทุนรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นแทน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าสภาพคล่องของตลาดการเงินสหรัฐอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปีไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น บอนด์ หรือการถือเป็นเงินสดในมือ ก็ตาม
2.ในการคาดการณ์ของเฟด สาขาแอตแลนตา ที่เกาะติดตัวเลขจีดีพีของสหรัฐประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง ประกอบกับจีดีพีไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่ลดลง ทำให้มีการปรับลดตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้มาถึง 3 ครั้ง มาอยู่ที่ 1.8% เมื่อวันที่ 1 มีนาคม รับลดลงอีกที่ 1.3% เมื่อวันที่ 7 มีนาคม และล่าสุดในวันที่ 8 มีนาคมอยู่ที่ 1.2% เป็นการเติบโตที่ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง จากที่เคยประมาณการไว้เดิมที่ 2.5%
โดยเฉพาะมุมมองของดอยช์แบงก์ที่มีการวิเคราะห์ว่า หากเฟดยึด แนวนโยบายที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ หรือ Normalization แล้ว การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายคงต้องดำเนินการไปจนถึงปี 2018-2019 ถ้า Fed Fund Rate จะกลับไปที่ระดับ 3% ด้วยนั้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเกิดภาวะถดถอย หรือเกิด Recession ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ในที่สุดเฟดไม่มีทางเลือกต้องเตรียมอัดฉีดเงินที่เป็น QE อีกครั้งอย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2020 ทำให้ฐานะงบดุลของเฟดยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อไป
3.เม็กซิโกประเดิมศึกสงครามการค้า ระงับการส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐล็อตแรก ซึ่งเป็นประกาศที่ออกมาจากสมาคมการค้าน้ำตาลของเม็กซิโกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณการตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนสกัดการอพยพของแรงงานชาวเม็กซิกัน รวมถึงการที่ทรัมป์ต้องการจะจัดเก็บภาษีการค้าข้ามพรมแดนอีก 35% เพื่อกีดกันการค้าที่ทำให้สหรัฐต้องเสียเปรียบทางด้านดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมา
ส่งผลให้ราคาน้ำตาลในสหรัฐพุ่งสูงขึ้น หลังจากราคาค่อยๆมีการไต่ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว อย่างไรก็ตามผู้ค้าในสหรัฐเชื่อว่า การระงับส่งออกน้ำตาลจากเม็กซิโกน้าจะเป็นภาวะชั่วคราว โดยจะกลับสู่ภาวะปกติในเดือนเมษายนนี้
4.มารีน เลอแปง ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีฝรั่งเศส สายชาตินิยมขวาจัด ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนเมษายน เปิดแคมเปญจ์เลือกตั้งแนวใหม่ให้หันมาใช้สกุลเงินฟรังก์ฝรั่งเศสแบบใหม่ที่มาจากการกำหนดนโยบายเป็นอิสระของตนเอง โดยกำหนดค่าเท่ากับ 1 ยูโรในระยะเริ่มแรก ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เธอได้เสนอให้ฝรั่งเศสแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป
นอกจากนี้มีรายงานว่ามารีน เลอแปง ห่วงภาระหนี้ 1.7 ล้านล้านยูโร ภายใต้กฎหมายใหม่ที่ออกมา หากว่าฝรั่งเศสยังคงยึดอยู่กับสกุลเงินยูโร ที่ถูกมองว่าจะตกต่ำลงอีกในอนาคต โดยก่อนหน้านี้มีการทำนายว่าอนาคตของสกุลเงินยูโรใน 1-2 ปีนี้จะร่วงลงไปอยู่ที่ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์ หรืออาจจะลดลงไปต่ำถึงระดับ 0.9 ยูโรด้วย
5.จับตาราคาน้ำมันโลกดิ่งลง 5% ในสหรัฐเมื่อวันพุธ จากที่ยืนเหนือราคา 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 50.28 ดอลลาร์ ถึงแม้ว่าเช้าวันนี้จะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ 50.60 ดอลลาร์เนื่องจากเทรดเดอร์จับจ้องที่ปริมาณน้ำมันสำรองของโลกที่พุ่งขึ้นถึง528 ล้านบาร์เรล