ทรัมป์เซ็นคำสั่งใหม่เป็นการส่วนตัวเงียบๆเมื่อวันจันทร์ โดยมีเพียงฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาวโพสภาพลงนามในทวิตเตอร์ และนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ, นายเจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรียุติธรรม และนายจอห์น เคลลี รัฐมนตรีความมั่นคงภายในออกมาแถลงข่าวเรื่องคำสั่งใหม่ แตกต่างจากพิธีลงนามคำสั่งเดิมต่อหน้าสื่อมวลชนที่่กระทรวงกลาโหมเมื่อ 27 ม.ค.
คำสั่งใหม่ให้ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 มี.ค. ถอดชื่ออิรักออกจาก 7 ประเทศที่พลเมืองถูกห้ามเข้าสหรัฐ ทำให้พลเมืองจาก 6 ชาติได้แก่ ซูดาน ซีเรีย อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลียและเยเมน จะยังคงถูกห้ามเข้าสหรัฐเป็นเวลา 90 วัน นอกจากนี้คำสั่งใหม่จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีวีซ่าหรือถือกรีนการ์ด หรือใบอนุญาตให้พำนักถาวรในสหรัฐ
นอกจากนี้คำสั่งใหม่อนุญาตให้ผู้ที่มีวีซ่าเข้าสหรัฐภายในวันที่ 27 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่มีการออกคำสั่งฉบับเดิมและถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐ สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ แต่ยังระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเข้าสหรัฐเป็นเวลา 120 วันจนกว่าจะมีการแก้ไขระบบการคัดกรองคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น แต่ไม่ได้ระบุว่าจะระงับการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรียโดยไม่มีกำหนดอย่างที่เคยระบุไว้ในฉบับเดิม
ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งฉบับใหม่ที่ผ่านการแก้ไข หลังคำสั่งฉบับเดิมสร้างความวุ่นวายในสนามบินทั่วประเทศ เกิดการประท้วงทั่วประเทศ รวมทั้งการฟ้องร้องในศาลหลายรัฐ จนทำให้ถูกศาลกลางสหรัฐสั่งยับยั้งการบังคับใช้
ขณะที่กลุ่มสิทธิพลเมืองหลายกลุ่มประนามคำสั่งใหม่ของทรัมป์ที่ผ่อนปรนกว่าฉบับแรกว่ายังคงเป็นการกีดกันมุสลิมเหมือนเดิม และจะยืนหยัดต่อสู้ในศาลเพื่อล้มล้างคำสั่ง แม้มองว่าการแก้ไขคำสั่งให้จำกัดแคบลงกว่าเดิมจะเป็นเสี้ยวหนึ่งแห่งชัยชนะนอกจากนี้อัยการรัฐวอชิงตันและรัฐนิวยอร์กประกาศเตรียมยื่นฟ้องคัดค้านคำสั่งของทรัมป์ในศาล