เนชั่นทีวี

ข่าว

จีนลดเป้าจีดีพีร้อนแรงเหลือ 6.5% ต่อเนื่อง 5 ปี เตรียมพร้อมรับมือนโยบายกีดกันจากทรัมป์

06 มี.ค. 2560 | te

จีนลดเป้าจีดีพีร้อนแรงเหลือ 6.5% ต่อเนื่อง 5 ปี
เตรียมพร้อมรับมือนโยบายกีดกันจากทรัมป์

จีนประกาศลดเป้าจีดีพีร้อนแรงเหลือ 6.5% ในปีนี้และต่อเนื่องในระยะ 5 ปีข้างหน้า จากเดิม 7% พร้อมคุมเป้าหมายปริมาณเงินขยายตัวที่ 12% ต่อปีลดลงจากเดิม 13% หลังจากปีที่ผ่านมาเติบโตที่ 6.7% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 26 ปี เตรียมพร้อมสงครามการค้ารับมือนโยบายกีดกันจากสหรัฐ

ขณะที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่หันมาเน้นเติบโตในประเทศแทนการพึ่งพาส่งออกนั้น ปรากฏว่าในปี 2015 เป็นต้นมา การเติบโตในภาคบริการได้แซงหน้าภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวนำทางเศรษฐกิจตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยภาคบริการคิดเป็นผลผลิตในจีดีพีสูงเป็นอันดับหนึ่งถึง 34 ล้านล้านหยวน ภาคอุตสาหกรรมตามมาเป็นอันดับสองสามารถทำผลผลิต 27 ล้านล้านหยวน และอันดับสามเป็นภาตการเกษตรมีลลิตเท่ากับ 7 ล้านล้านหยวน
ทางด้านดอยเบงก์ของเยอรมันออกบทวิเคราะห์ คาดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องเพิ่มเม็ดเงิน QE อีก 1 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2020 เพื่อรับมือกับภาวะถดถอยระลอกใหม่ หลังจากที่เฟดมีความพยายามขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเข้าสู่ภาวะระบบการเงินปกติที่เรียกว่า Normalization

1.หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้แถลงต่อสภาประชาชนจีนถึงเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 6.5% และต่อเนื่องในระยะ 5 ปีข้างหน้า จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 7% ต่อปี หลังจากปีที่ผ่านมาเติบโตที่ 6.7% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 26 ปี โดยย้ำว่าหากทำได้ตามเป้าจะถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง และยังสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างอุตสหากรรมสาขาใหม่ๆ กำลังไปได้ดีภายใต้การปฏิรูปที่กำลังเดินการอยู่ ท่ามกลางการลดเป้าปริมาณเงินจาก 13% เหลือ 12% ต่อปี แต่คงอัตราการบริโภคภายในประเทศที่ 3% เช่นเดียวกับคุมการขาดดุลงบประมาณที่ 3% เช่นเดียวกัน
โดยสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนได้ร่วมเปิดการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน หรือ CPPCC (Chinese People's Political Consultative Conference National Committee) และการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติ หรือ NPC (National People's Congress) ตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จีนยังได้เพิ่มงบประมาณด้านการทหารทะลุ 1 ล้านล้านหยวน หรือ 1.45 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 7% อย่างไรก็ตามถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นต่ำที่สุดในรอบศตวรรษ ขณะที่จีนยังต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่ของภาครัฐบาลที่มีขยายตัวเพิ่มขึ้นจนอาจเป็นเหตุบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 260% ของจีดีพี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 320% ของจีดีพีในอีก 2 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ทางการจีนยังจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดความตึงเครียดทางด้านการค้าที่มีต่อสหรัฐและยุโรป รวมทั้งจะปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมรับมือสงครามการค้าที่เป็นลัทธิกีดกันการค้าจากสหรัฐ

2.ความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่หันมาเน้นการเติบโตในประเทศแทนการพึ่งพาส่งออกนั้น ปรากฎว่าในปี 2015 เป็นต้นมา การเติบโตในภาคบริการได้แซงหน้าภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวนำทางเศรษฐกิจตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยภาคบริการคิดเป็นผลผลิตในจีดีพีสูงเป็นอันดับหนึ่งถึง 34 ล้านล้านหยวน ภาคอุตสาหกรรมตามมาเป็นอันดับสองมีผลผลิต 27 ล้านล้านหยวน และอันดับสามเป็นภาตการเกษตรมีลลิตเท่ากับ 7 ล้านล้านหยวน
แต่สิ่งที่ต้องจับตามองยังคงเป็นภาตการเงินว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากที่ต้องเผชิญกับปัญหาการไหลออกของเงินทุนจำนวนมหาศาลกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 จนถึงปลายปี 2016 ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศได้ลดลงจากระดับที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2014
ล่าสุดลดลงต่ำกว่าระดับ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ จะส่งผลต่อเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างไร เนื่องจากปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่เงินหยวนผันผวนมากที่สุดปีหนึ่ง โดยเงินหยวนอ่อนค่าลงแตะระดับ 6.99 หยวนต่อดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2016 โดยปัจจุบันทรงอยู่ค่อนข้างนิ่งอยู่ที่ระดับ 6.86-6.88 หยวนต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินหยวนยังคงตกเป็นเป้าโจมตีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธาธิบดีสหรัฐ และทีมงานเศรษฐกิจ ที่มองว่าจีนมีการปั่นค่าเงินหยวนให้อ่อนตัว เพื่อคงความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐปีละมากกว่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์

3.ดอยเบงก์ของเยอรมัน คาดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องเพิ่มเม็ดเงิน QE อีก 1 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2020 เพื่อรับมือกับภาวะถดถอยระลอกใหม่หลังจากความพยายามขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเข้าสู่ภาวะระบบการเงินปกติ หรือ Normalization โดยที่ Fed Fund Rate อาจจะขึ้นไปที่ระดับ 3% ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระทบต่อการจ้างงานคนอเมริกัน
เนื่องจากภาวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเหมือนกับช่วงปี 1982-1990 ซึ่งในที่สุด ความพยายามในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนั้นได้กระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลต่อภาวะตลาดหุ้นตกต่ำในช่วงเกิด Black Monday ต่อมา
ทั้งนี้ ดอยแบงก์ประเมินว่า เม็ดเงิน QE จะยังคงอยู่ในระดับสูงเกิน 4 ล้านล้านดอลลาร์ในงบดุลของเฟดไปจนถึงปี 2024 หลังจากนั้นจึงจะสามารถควบคุมงบดุลให้เข้าสู่ภาวะ Normalization ได้

4.ทางด้านนักวิเคราะห์ของ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ กลับเชื่อว่า เป็นการยากที่เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด จะกดปุ่มขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมของเฟดวันที่ 15 มีนาคม เหมือนอย่างที่คลาดคาดเดา โดยเขาเชื่อวาสิ่งที่เฟดจะทำก็น่าจะเหมือนๆกับ 2 ปีที่ผ่านมา คือมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงปีละครั้งเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่เฟดให้สัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยก็เหมือนเป็นภัยร้ายต่อการลงทุนในตลาดการเงินและการลงทุน


5.ล่าสุดดอยช์แบงก์ ธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับหนึ่งของเยอรมัน มีการประกาศเพิ่มทุนใหม่ 8 พันล้านยูโร หรือ 8.5 พันล้านดอลลาร์ โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 687.5 ล้านหุ้น โดยมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า หลังจากที่ราคาหุ้นดิ่งลงหนักในช่วงผ่านมา จากผลการดำเนินงานที่ตกต่ำลง จนถึงส่งผลต่อการแคลนเงินทุนของแบงก์มากถึง 1 หมื่นล้านยูโร หรือกว่า 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ดอยช์แบงก์อยู่ในระยะของการปรับโครงสร้างแบงก์ พร้อมๆกับการตัดลดงรายจ่ายย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2018 โดยล่าสุดราคาหุ้นซื้อขายที่ 19.14 ยูโร หลังจากที่ดิ่งลงมากกว่า 2 เท่าลดลงต่ำสุดใกล้ 10 ยูโรเมื่อเดือนกันยายนในปีที่แล้ว

ข่าวล่าสุด