นอกจากนี้ ทรัมป์ยังต้องการผลักดันนโยบายที่จะลดบทบาทของ WTO ที่มีผลต่อนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐนับจากนี้ไป
ขณะที่รายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปีที่แล้วของสหรัฐออกมาไม่ดีนัก มีอัตราการเติบโตเพียง 1.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.1% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ท่ามกลางเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าส่งผลกระทบต่อภาวะขาดดุลการค้าในเดือนมกราคมจำนวนมากถึง 6.92 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้ามากที่สุดอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008
ขณะเดียวกันทรัมป์เตรียมการแถลงนโยบายต่อคองเกรสหวังกู้ภาพลักษณ์ของตนเอง โดยยืนยันที่ทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่ และทำให้ระบบการค้าของสหรัฐมีความเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกับจะลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อประโยชน์ของคนอเมริกัน โดยยังคงยืนยันให้คำมั่นที่จะเข้มงวดต่อการคัดกรองผู้อพยพ และสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกต่อไป
1.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐภายใต้การดูแลของ Rex Tillerson ตกเป็นเป้าการหั่นงบประมาณลง 37% จากวงเงินที่ได้รับ 5.01 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการจะโยกไปใช้จ่ายด้านการทหารเพื่อเสริมความมั่นคงในประเทศแทน และเป็นสิ่งที่เขาประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะลดการช่วยเหลือทางการเงินที่ใช้แทรกแซงกิจการทางการทูต การเมือง และการทหารในประเทศต่างๆ ที่ทำให้สหรัฐเข้าไปดำเนินการอย่างมากมายในยุคของฮิลลารี คลินตัน ที่นั่งคุมเก้าอี้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
โดยเฉพาะการตัดเงินช่วยเหลือในองค์กรระหว่างประเทศ อย่างเช่น นาโต้ ที่ทำให้สหรัฐร้องเข้าไปร่วมทางด้านกิจกรรมทางการทหารนับสิบปีในยุคประธานาธิบดีบารัก โอบามา โดยที่ทรัมป์ต้องการกดดันให้นาโต้พึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพราะสหรัฐอาจจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกนาโต้หากยังคงสูญเสียเงินเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การตัดงบเงินช่วยเหลือกิจการในต่างประเทศนั้น ทรัมป์ได้รวมเอาเม็ดเงินของ USAID ที่ต้องถูกตัดไปด้วยเช่นกัน โดยที่เขาได้เตรียมการแถลงนโยบายต่อคองเกรสเพื่อหวังกู้ภาพลักษณ์ของตนเอง
2.วอลล์ สตรีท เจอร์นัล เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับนโยบายการค้าสหรัฐในยุคของทรัมป์ว่า ต้องการผลักดันนโยบายที่จะลดบทบาทขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่มีผลต่อนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐนับจากนี้ไป เนื่องจากเขาต้องการให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมสำหรับสหรัฐ โดยการเปิดให้มีการเจรจาการค้าที่ยึดหลักทวิภาคีมากกว่าพหุภาคีตามหลักการของ WTO ซึ่ง WTO ถือว่าการเจรจาในแบบทวิภาคีคือการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นโลกาภิวัตน์ที่ต้องเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีพรมแดนหรืออุปสรรค
โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่ากำลังเตรียมการร่างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ข้อกำหนดเพื่อตอบโต้ทรัมป์หากมีการใช้นโยบายกีดกันทางการค้ากับประเทศที่เป็นสมาชิกของอียู โดยเฉพาะกรณีของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น BMW โฟล์คสวาเกน หรือเดมเลอร์-เบนซ์ของเยอรมันที่ลงทุนผลิตในเม็กซิโกจะต้องเจอกับกำแพงภาษีสูงถึง 35% ที่ทรัมป์จะนำมาใช้เพื่อกีดกันการนำเข้ารถยนต์ดังกล่าว และเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ
3.รายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปีที่แล้วของสหรัฐ มีการเติบโตเพียง 1.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.1% จาการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้น 3% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.6% ขณะที่การลงทุนของเอกชนชะลอตัวลงจาก 0.67% มาอยู่ที่ 0.51% ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลช่วยจีดีพีสหรัฐเติบโตได้เพียง 0.15% เท่านั้น
ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่ส่งผลให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก โดยส่งผลกระทบต่อภาวะขาดดุลการค้าในเดือนมกราคมจำนวนมากถึง 6.92 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้ามากที่สุดอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008
4.เจพี มอร์แกน และล่าสุดแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริลลินช์ เผยนักลงทุนสถาบันที่เป็นลูกของแบงก์ รวมถึงบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่เริ่มปรับพอร์ตโดยทยอยขายหุ้นออกมาจนมีฐานะการขายสุทธิในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยกลับเข้ามาเป็นผู้ซื้อหุ้น จึงส่งผลให้ดัชนีหุ้นทั้ง 3 ตลาดของสหรัฐมีการประคองตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่นักลงทุนเฝ้ามองคำแถลงนโยบายต่อครองเกรสของทรัมป์ ดัชนีหุ้นทั้งดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq มีการปรับตัวในแดนลบ
5.ในการแถลงนโยบายของทรัมป์ต่อคองเกรส โดยยืนยันที่ทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่ และทำให้การค้าของสหรัฐมีความเป็นธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาต้องเสียดปรียบทางการค้าจำนวนมหาศาลที่มีต้องเสียภาษีกับสินค้าที่ส่งไปขายในประเทศต่างๆ แต่การนำสินค้าเข้ามาขายของหลายประเทศกลับได้ประโยชน์ทางภาษีที่เก็บในอัตราที่เป็น 0%
พร้อมกันนี้ทรัมป์ประกาศจะลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อประโยชน์ของคนอเมริกัน และจะนำเอามาตรการประกันสุขภาพที่ดีกว่า Obamacare มาใช้แทน เนื่องจากที่ผ่านมา Obamacare ได้ทำให้คนอเมริกันสูญเสียโอกาสไปมากแล้ว โดยทรัมป์ยังคงยืนยันให้คำมั่นที่จะเข้มงวดต่อการคัดกรองผู้อพยพ และสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกต่อไป