เนชั่นทีวี

ข่าว

PRIMETIME กับ เทพชัย : ฝันที่เป็นจริงของคนไร้สัญชาติ ?

20 ก.พ. 2560 |

PRIMETIME กับ เทพชัย : ฝันที่เป็นจริงของคนไร้สัญชาติ ?

นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของเด็กๆไร้เดียงสาเหล่านี้ แต่ในเวลาอีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้าเด็กน้อยเหล่านี้ ก็อาจจะต้องเริ่มเรียนรู้ความจริงที่เจ็บปวด ในวันที่ก้าวเข้าสู่วัยเรียน จะเป็นวันที่เด็กๆ เหล่านี้ ค้นพบว่าพวกเขามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนเดียวกัน เพราะเด็กเหล่านี้จะไม่มีทั้งนามสกุลและสัญชาติ และความแปลกแยกกับเพื่อนร่วมห้องก็จะเกิดขึ้นทันที

เมื่อเกือบ 30ปีที่แล้ว มีดา นาวานาถ หญิงสาวชาวกะเหรี่ยงผู้นี้ก็เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับเด็กกลุ่มนี้ เล่าให้ไพร์มไทม์ฟังว่า "พ่อแม่หนีภัยสงครามจากรัฐกะเหรี่ยงประเทศพม่าแต่มาเกิดที่บ้านท่าเรืออ.สบเมยแม่ฮ่องสอนโดยทั่วไปชาวกะเหรี่ยงไม่มีนามสกุลพอเข้าโรงเรียนครูถามหานามสกุลทำไมหนูไม่มีนามสกุลหนูเป็นต่างด้าวใช่มั้ยอพยพเข้ามาใช่มั้ยได้แต่ตอบว่าหนูไม่รู้รู้แค่ว่าเกิดในไทย ไม่เคยไปไหนพูดพม่าไม่ได้ด้วย"

 

คำถามถึงที่มาของครอบครัวเป็นสิ่งที่หลอกหลอนชีวิตในวัยเด็กของมีดา มาโดยตลอดและมันไม่ใช่แค่เพียงความรู้สึก เพราะการไม่มีนามสกุลและไร้สัญชาติหมายถึงพลเมืองชั้นสองที่ไม่มีโอกาสแม้แต่การได้รับความเท่าเทียมในด้านการศึกษาและการมีสิทธิ์เข้าโรงเรียน ไม่ได้หมายถึงความเสมอภาคเหมือนกับเพื่อนๆที่มีสัญชาติไทย

 

มีดาตัดสินใจเข้าไปอยู่ในความดูแลของมูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนซึ่งเป็นเหมือนบ้านพักเด็กด้อยโอกาสที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นความฝันสูงสุดนั่นคือการได้มาซึ่งสัญชาติไทย และเหุตผลนี้ทำให้ดากลายเป็นตัวแทนของคนไร้สัญชาติในเวทีระดับต่างๆเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงปัญหาคนไร้สัญชาติ มีนักกฎหมาย มีเอ็นจีโอมาฟังเสียงของเด็กๆทำให้เกิดการผลักดันให้เกิดมาตรา 23 ขึ้นมา คือคนที่เกิดในประเทศไทยก่อน 26ก.พ.35 จะได้สัญชาติไทยโดยที่มีดาและเพื่อนอีกหลายคนที่เป็นกรณีศึกษา พอมีมาตรา 23ออกมาก็เลยทำให้ได้สัญชาติไทย

 

มีดา ถือเป็นผู้ไร้สัญชาติลำดับแรกๆที่ได้รับสัญชาติไทย หลังมาตรา 23 ในพระราชบัญญัติสัญชาติ พุทธศักราช 2551มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551โดยก่อนหน้านั้นมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกการให้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนมาตั้งแต่ปี2515 แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้มาแล้วเกือบ 10 ปีแต่บุคคลไร้สัญชาติในไทยยังคงอยู่ ซึ่งอาจจะมีมากถึง 4ล้านคนหรือมากกว่านั้น

 

สันติพงษ์ บอกกับไพรม์ไทม์ว่า มีอยู่ 7จังหวัด ที่มีผู้ไร้สัญชาติอาศัยอยู่มากที่สุด คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนตาก พะเยา กาญจนบุรี และราชบุรีสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผลพวงจากปัญหาสงครามในฝั่งพม่า ซึ่งนำมาสู่การอพยพ/แม้สงครามจะสงบลงแต่คนเหล่านี้ไม่ได้กลับออกไปและยังให้กำเนิดบุตรหลานเพิ่มจากรุ่นสู่รุ่นและการไม่มีสัญชาติไทยหมายถึงการถูกจำกัดสิทธิ์ในหลายด้านที่สำคัญคือการถูกจำกัดพื้นที่อยู่อาศัย และสิทธิ์ในการทำงาน

 

หลายปีที่ผ่านมาผู้ไร้สัญชาติจึงมักตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกชักนำเข้าสู่วังวนธุรกิจค้าบริการทางเพศโดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุยังน้อย และนั่นเป็นที่มาของวลี "เด็กตกเขียว"  หรือเด็กๆไร้สัญชาติที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ก่อนจะรู้ความด้วยซ้ำ

 

ถึงแม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหานี้ในทุกยุครัฐบาล  แต่ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2548เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีให้ขยายโอกาสทางการศึกษา

ซึ่งเดิมจำกัดไว้เฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเพื่อเปิดกว้างให้ทุกคนที่อยู่อาศัยในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาได้ด้วยความหวังการศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาการค้ามนุษย์

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2559คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงให้เด็กที่เกิดในไทยซึ่งเป็นบุตรของต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยก่อนปี 2542ที่อยู่ระหว่างการศึกษาหรือจบปริญญาตรีแล้ว มีสิทธิ์ขอสัญชาติไทย

 

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของรัฐบาลที่จะกำจัดปัญหาบุคคลไร้สัญชาติให้หมดไปภายในปี2567ด้วยการทำบุคคลที่เข้ามาอยู่ในไทยเป็นเวลานานแล้วจะมีโอกาสได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทยตามกรอบของพระราชบัญญัติสัญชาติ

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทยบอกกับไพรม์ไทม์ว่าภายในเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าเดือนเมษายนที่จะถึงนี้จะสามารถเริ่มต้นดำเนินการให้สัญชาติไทยกับบุตรของต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในไทยก่อนปี 2542และกำลังเรียนหรือจบปริญญาตรี    

การสำรวจพบว่าคนกลุ่มนี้มีอยู่ราว 8หมื่นคน และระหว่างการรอคอยก็จะให้ผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ์เตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อยื่นเรื่องขอสัญชาติผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดตามภูมิลำเนาที่เกิดแต่มาตรการนี้ยังสร้างความกังวลให้กับผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เพราะหวั่นใจในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่

 

มิตาน เป็นชาวไทยใหญ่อพยพหนีภัยสงครามในฝั่งประเทศพม่าข้ามแม่น้ำสาละวินมาสร้างครอบครัวอยู่ที่บ้านสามแลบอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2518 จนมีลูก 2 คนวัย 20 ปี และ 15 ปีทั้งสองอยู่ในวัยเรียนอยู่ในข่ายที่จะได้สิทธิ์ขอสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดแต่เขายังคงกังวลการได้สัญชาติของบุตรทั้งสองอาจเป็นได้แค่ฝันหรือไม่เพราะตัวเขาพยายามขอสัญชาติให้กับบุตรทั้งสองมานานแล้วแต่มักติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติ

 

มิตาน บอกกับไพรม์ไทม์ว่าแม้ตัวเขาจะเข้ามาอยู่ในไทยตั้งแต่ยังแบเบาะ จนตอนนี้อายุกว่า 43ปีแล้ว คิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนไทย และตลอดชีวิตนี้คงไม่ไปไหนแต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้สัญชาติไทยแล้วเพราะไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ทุกวันนี้ได้แต่คาดหวังว่าบุตรทั้งสองจะได้สัญชาติไทยเพราะอย่างน้อยจะมีโอกาสประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ในยามที่ตัวเขาไม่อยู่แล้ว

 

ข้อกังวลของมิตานไม่ได้อยู่นอกเหนือความเป็นจริงเพราะก่อนหน้านี้ในกระบวนการขอสัญชาติของผู้ที่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนมีปัญหาการสวมสิทธิ์บ่อยครั้งแต่ในครั้งนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยบอกกับไพรม์ไทม์ว่าปัญหาเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น

 

มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้นอกจากให้สิทธิ์แก่เด็กของคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในไทยก่อนปี2542 และที่กำลังศึกษาหรือจบปริญญาตรในการขอสัญชาติไทยได้แล้วยังให้สิทธิ์ขอสัญชาติไทยกับเด็กที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งและอาศัยในไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า10 ปีแต่ต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และนี่คือสิ่งที่จุดประกายความหวังให้กับกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าการได้สัญชาติไทยอาจเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

ข่าวล่าสุด