ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พอล ไรอัน ที่กำลังผลักดันให้มีกฎหมายภาษีที่เรียก Border Adjustment Tax หรือ BAT ที่ต้องการจะเก็บในอัตรา 20% จากการค้าชายแดนที่นำสินค้าเข้ามาจากเม็กซิโก โดยที่ทรัมป์เสนอให้เก็บในอัตราสูงถึง 35% และยังเป็นหนึ่งในแพ็คเกจภาษีที่ทรัมป์ต้องการให้มีการปฏิรูปไปพร้อมๆ กับมาตรการลดภาษีให้กับภาคธุรกิจของสหรัฐจากอัตรา 35% เป็น 27.5%
โดยที่แอปเปิลกลับกลายเป็นหุ้นที่มีราคาพุ่งขึ้นปิดสูงสุดที่ 133.42 ดอลลาร์อีกครั้ง จากผลพวงของนโยบายทรัมป์ นับจากที่เคยขึ้นไปสูงถึง 134.54 ดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน 2015 โดยที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปแตะ 7 แสนล้านดอลลาร์
1.Jyrki Katainen รองประธานคณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งติดตามดูแลนโยบายการค้าของอียู กล่าวล่าสุดว่า ยุโรปต้องการที่จะหลีกเลี่ยงสงครามการค้ากับสหรัฐ ถึงแม้ว่านโยบายการตั้งกำแพงภาษีการค้าชายแดนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำความหายนะมาสู่เศรษฐกิจโลก
แต่อียูตั้งใจที่จะแสดงออกซึ่งการตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐ หรือให้มีการยกเลิกภาษีอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการค้าเสรี เพื่อยื่นต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO ให้พิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณีขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ WTOหลังจากที่ในช่วงเกือบหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในเยอรมนีและอังกฤษว่า ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมนีอาจต้องเผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง 35% หากมีการเข้าไปตั้งโรงงานในเม็กซิโกแทนที่จะเป็นสหรัฐ นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งตอกย้ำว่า กรณีที่การเก็บภาษีดังกล่าว หากไม่ได้รับการเห็นชอบจาก WTO ก็ต้องมีการเจรจากันใหม่ ไม่เช่นนั้นสหรัฐจะถอนตัวออกจาก WTO
จากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเยอรมัน และผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง BMW เมอร์เซเดซ-เบนซ์ และโฟล์กสวาเกน ออกมาตอบโต้ว่า การลงทุนก้อนใหญ่ในโรงงานของพวกเขาในแม็กซิโกซึ่งต้นทุนการผลิตต่ำกว่าสหรัฐ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งออกรถยนต์ขนาดเล็กเข้าไปในตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่ทั้งเมอร์เซเดซ-เบนซ์ และ BMW ก็ล้วนมีโรงงานใหญ่อยู่แล้วในสหรัฐ โดยเป็นการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูง หรือ SUV ที่สามารถทำกำไรได้สูง
2.นอกเหนือจากนโยบายในการตั้งกำแพงภาษีที่ทรัมป์เสนอให้เก็บในอัตราสูงถึง 35% ยังสอดคล้องกับประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พอล ไรอัน ที่กำลังผลักดันให้มีกฎหมายภาษีที่เรียก Border Adjustment Tax หรือ BAT ที่ต้องการจะเก็บในอัตรา 20% จากการค้าชายแดนที่นำสินค้าเข้ามาจากเม็กซิโก และเป็นหนึ่งในแพ็คเกจภาษีที่ทรัมป์ต้องการให้มีการปฏิรูปไปพร้อมๆ กับมาตรการลดภาษีให้กับภาคธุรกิจจากอัตรา 35% เป็น 27.5% ซึ่งเป็นอัตราภาษีเฉลี่ยตั้งแต่ 20-35% โดยที่เจพี มอร์แกน ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่า ผลประโยชน์ของบริษัทในตลาดดัชนี S&P 500 จะมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดเริ่มจาก กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม 12% กลุ่มธนาคาร 10% กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพ 7% กลุ่มอุตสาหกรรม 6% กลุ่มเทคโนโลยี 5% กลุ่มพลังงาน 4% กลุ่มวัตถุดิบ 4% เป็นต้น
3.ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศนั้น มีเพียงข่าวเชิงบวกที่ส่งผลต่อหุ้นทั้ง 3 ตลาดหลักมีการแรลลีสร้างสถิติสูงสุดใหม่เกือบจะเป็นรายวัน ทำให้เปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนมูลค่าตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ทั้งจากแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ความพยายามให้การผลักดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นด้วยนโยบายที่พยายามจะกระตุ้มเศรษฐกิจของทรัมป์ ผสมผสานกับการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ส่งผลให้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยังคงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดาวโจนส์ปิดที่ 20,412 ดัชนี S&P 50 ปิดที่ 0 2,328 และ Nasdaq ปิดที่ 5,763 ส่วนหุ้นยุโรปปรับขึ้นเฉลี่ย 1%
4.อย่างไรก็ตาม ในการเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของทรัมป์ ยังคงถูกจับตามองว่า จะมีข่าวดีเกิดขึ้นหรือไม่ หลังจาก 3 สัปดาห์แรกนั้นไม่มีข่าวดีใหม่ๆ นอกจากข่าวที่ส่งผลให้เกิดความเห็นต่างที่เป็นข้อขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นปมเรื่องการห้ามผู้อพยพเข้าสหรัฐ หรือสั่งแบนพลเมืองจาก 7 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมไปถึงความตึงเครียดอันเนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้า
โดยที่ทั่วโลกยังคงจับตามองท่าทีของทรัมป์ในการพบปะกับผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับผู้นำจีนและผู้นำเยอรมัน หลังจากที่ได้เปิดประตูต้อนรับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ ซึ่งเขาแสดงความเป็นมิตรที่จะร่วมมือทางด้านการค้ามากขึ้น รวมถึงการเจรจาทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ที่ทรัมป์ประกาศยืนเคียงข้างญี่ปุ่น 100% ในการร่วมมือด้านการทหารเพื่อดูแลความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย
รวมถึงการพบกับนายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ในวันนี้เกี่ยวกับการทบทวนสัญญาการค้าอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA และปัญหาการอพยพของแรงงานข้ามพรมแดน ซึ่งทางแคนาดาเปิดรับผู้อพยพเข้ามาในปีที่แล้วถึง 40,000 คน ซึ่งจัสติน ทรูโด ยอมรับหลังจากการเจรจากับทรัมป์ว่าจะมีการทบทวนกรอบความร่วมมือการค้าอเมริกาเหนือกันใหม่ เพียงแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนในการหารือสนธิสัญญา NAFTA
5.สุดท้ายแอปเปิลกลับกลายเป็นหุ้นที่มีราคาพุ่งขึ้นปิดสูงสุดที่ 133.42 ดอลลาร์อีกครั้ง จากผลพวงของนโยบายทรัมป์ นับจากที่เคยขึ้นไปสูงถึง 134.54 ดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน 2015 โดยที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปแตะ 7 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 41% เทียบกับช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้หุ้นแอปเปิลเคยร่วงลงถึง 30% ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2015 พฤษภาคม 2016 เนื่องจากยอดขายที่ตกต่ำลง อย่างไรก็ตาม แอปเปิลได้เสียแชมป์หุ้นที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐให้กับ Google ไปในปีที่แล้วนี้เอง