ในขณะที่เกิดปรากฏการณ์บอนด์รัฐบาลฝรั่งเศสที่มขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยูโรโซนเริ่มส่อเค้าวุ่น หลังตกเป็นเป้าการจับตาของนักลงทุนว่ามีความเสี่ยงสูงสุด หากมารีน เลอแปง ที่มีคะแนนนำจากผลโพลล์รอบแรกในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในอีกไม่ถึง 2 เดือนนี้ ซึ่งเธอประกาศไว้จะดำเนินการให้มีการลงประชามติของชาวฝรั่งเศสจะโหวตออกจากสหภาพยุโรป หรือ Frexit ภายใน 6 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้ฝรั่งเศออกจากการใช้เงินสกุลยูโร แล้วหันกลับมาใช้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสอีก
ส่วนทางด้านการบริหารของทรัมป์นั้นกำลังถูกตั้งข้อสงสัย เนื่องจากว่ามีการแต่งตั้งอดีตผู้บริหารระดับสูงและนักกลยุทธ์การลงทุนของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อเงของสหรัฐ เข้ามาร่วมงานมากเกินไป ทั้งที่อยู่ในครม.และทีมที่ปรึกษาในสภาเศรษฐกิจ รวมทั้งหัวหน้านักวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ในทำเนียบขาวมากถึง 6 คน แต่ขณะเดียวกันบทวิเคราะห์ล่าสุดของโกลด์แมน แซคส์ กลับออกมาเตือนว่าสัญญาบวกที่ลดน้อยลงทางเศรษฐกิจตามนโยบายของทรัมป์ กับข้อจำกัดทางการคลังที่มีมากขึ้นในปีนี้
1.รัฐบาลสวีเดนหวังใช้แผนการนำร่องเป็นการทดลองมีกำหนดเวลา 2 ปี โดยมีการสุ่มเลือกกลุ่มคนผู้โชคดีเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 2,000 คนจะได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่วันแรกของปีนี้ ซึ่ง KELA ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสวีเดน เปิดเผยว่าเงินที่ให้การช่วยเหลือกับคนที่ตกงาน และอาจจะให้เป็นเงินช่วยเหลือที่เกิดประโยชน์โดยตรงกับคนสวีเดนที่ได้รับรายได้ต่ำกว่า 3,500 ยูโรต่อเดือนด้วย
โดยที่รัฐบาลจะให้เป็นเงินได้เปล่าทางตรงหรือ Free Money เดือนละ 560 ยูโร (587 ดอลลาร์) เพื่อเป็นหลักประกันรายได้สวัสดิการขั้นต้น หรือ Basic Income โดยหวังว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้คนที่จะได้รับเงินให้เปล่าโดยตรงจำนวนนี้ทันทีหลังจากที่เขาได้รับการจ้างงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,500 ยูโรเกิดขึ้นทันที ทั้งนี้นักวิชาการจาก University Of London เชื่อว่ากลุ่มคนที่ได้รับเงิน Free Money ถึง 99% จะยังคงไม่หางานทำต่อไป ขณะที่แผนการ Free Money นี้หากขยายผลในวงกว้างก็อาจจะส่งผลให้รัฐบาลสวีเดนต้องขาดดุลงบประมาณสูงถึง 5% ของจีดีพี
2.ขณะที่นักลงทุนเริ่มจับตามองความเสี่ยงที่สูงขึ้นของบอนด์รัฐบาลฝรั่งเศสที่มีอยู่จำนวน 2.1 ล้านล้านยูโร ซึ่งในจำนวนนี้ราว 80% หรือเท่ากับวงเงิน 1.7 ล้านล้านยูโรจะต้องกลับไปใช้เป็นสกุลเงินฟรังก์ฝรั่งเศสตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ส่วนอีก 20% ที่เหลือ จะมีฐานะเป็นไปตามเงื่อนไขตามตลาดการเงินระหว่างประเทศเนื่องจากว่า มารีน เลอแปง ที่มีคะแนนนำจากผลโพลล์รอบแรกในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเธอประกาศไว้จะดำเนินการให้มีการลงประชามติของชาวฝรั่งเศสจะโหวตออกจากสหภาพยุโรป หรือ Frexit ภายใน 6 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้ฝรั่งเศออกจากการใช้เงินสกุลยูโร แล้วหันกลับมาใช้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสอีกหากแนวโน้มเป็นไปตามสถานการณ์ดังกล่าว ก็คาดการณ์กันว่ารัฐบาลฝรั่งเศสอาจจะกำหนดอัตราแลกเปลี่นรที่ 1 aiyก์ฝรั่งเศสเท่ากับ 1 ยูโร หลังจากนั้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสจึงจะเคลื่อนไหวไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงต่อไป
3.เพียง 2 วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำมั่งบริหารให้ทบทวนกฎหมายการเงิน 2 ฉบับคือ Dodd-Frank Act และกฎการดูแลเงินออมผู้เกษียณอายุ หรือ Fiduciary Rule เนื่องจากการล็อบบี้ของนักการเงินและนักการธนาคาร
โดยที่สมาชิกในสภาสูงของพรรคเดโมแครท 2 คนได้มีหนังสือถามถึงโกลด์แมน แซคส์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการทำงานของบริษัทกับอดีตผู้บริหารระดับสูงที่เข้าไปร่วมทีมงานของทรัมป์ ประกอบด้วย Gary Cohn .o9ecsojผู้อำนวยการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ Steven Mnuchin รัฐมนตรีคลัง ที่กำลังจะตั้ง Jim Donowan เป็นเบอร์ 2 ในกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรับปิดชอบบริหารหนี้การคลังที่มีวงเงินมากกว่า 13.8 ล้านล้านดอลลาร์
ขณะที่ Jay Clayton ดำรงตำแหน่งกรมการก.ล.ต.สหรัฐ Steve Bannon หัวหน้ากลยุทธ์ในทำเนียบขาว และ Dina Powell มีที่ปรึกษาของทรัมป์
4.อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์ล่าสุดของโกลด์แมน แซคส์ กลับบอกว่าสัญญาบวกทางเศรษฐกิจตามนโยบายของทรัมป์มีผลเป็นเชิงบวกลดลง เนื่องจากแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจและลดภาษีให้กับภาคธุรกิจและบุคคล นอกจากนั้นแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางการคลังที่มีมากขึ้นนั้น จะส่งผลทางเศรษฐกิจในปี 2018 มากกว่าจะเป็นปี 2017
ขณะที่นโยบายทางการเมืองจะยิ่งส่งต่อความเห็นต่างที่บางแยกเป็น 2 ฝ่ายมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะสิ่งที่ทรัมป์ดำเนินการในขณะนี้เป็นเพียงแค่ทำตามสิ่งที่ให้สัญญาไว้ในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น
ดังนั้นทุกสายตาทั่วโลกจึงจับจ้องอยู่ที่นโยบายในช่วง 100 วันแรกของทรัมป์ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายในจุดใดบ้าง
5.ทรัมป์กลับลำโทรคุยกับผู้นำของจีนเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ยืนยันวอชิงตันยังคงยึดมั่นในหลักการจีนเดียว หรือ One China ซึ่งช่วยให้ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจผ่อนคลายลงจากท่าทีที่ทรัมป์เคยข่มขู่จีน โดยจะกดดันในการนำมาใช้เป็นประเด็นต่อรองทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ส่วนกระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รู้สึกยินดีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมสนับสนุนนโยบายจีนเดียว และเชื่อว่าสหรัฐกับจีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน และจะพยายามผลักดันด้านความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีจนไปสู่ระดับสูงสุดในทางการค้าระหว่างประเทศ
ส่วนอีกด้านหนึ่งทรัมป์พบปะและเจรจาทวิภาคักับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่วอชิงตันดีซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีการร่วมแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวหลังจากนั้น ซึ่งทรัมป์กล่าวยืนยันควมเป็นพันธมิตร 100% ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น โดยที่สหรัฐพร้อมที่จะยืนเคียงข้างญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นเสาหลักของเสถียรภาพและสงบสุขในภูมิภาค นอกจากนี้สหรัฐและญี่ปุ่นนยังออกแถลงการณ์ร่วมการระบุว่า คำมั่นของสหรัฐที่จะปกป้องญี่ปุ่น และด้วยความช่วยเหลือทางทหารอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
โดยก่อนหน้านี้ ทั้งจีนและญี่ปุ่นเป็นสองในสามประเทศ รวมถึงเยอรมัน ที่ตกเป็นเป้าหมายการข่มขู่ของทรัมป์เกี่ยวกับการปั่นอัตราแลกเปลี่ยนให้ค่าเงินอ่อนตัวลงเพื่อคงความได้เปรียบทางการค้าต่อสหรัฐ