เนชั่นทีวี

ข่าว

ดีเอสไอนำหลักฐานขึ้นศาล คดีครูจอมทรัพย์

09 ก.พ. 2560 | wanchat

ดีเอสไอนำหลักฐานขึ้นศาล คดีครูจอมทรัพย์

นครพนม - ดีเอสไอนำหลักฐาน มาต่อสู้เพื่อพิสูจน์ครูจอมทรัพย์เป็นแพะ ทั้งรถยนต์ที่ครูจอมทรัพย์ใช้วันเกิดเหตุ ระบุชัดเจน ไม่มีการทำสีใหม่ ป้ายทะเบียนไม่มีรอยยุบหรือชน

ที่ศาลจังหวัดนครพนม ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ในนัดสืบพยานนัดเเรก ที่ห้องพิจารณาคดี3ชั้น2ศาลจังหวัดนครพนม ในการรื้อฟื้นคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนม่วงไข่ประชาสงเคราะห์ใน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2548

โดยทนายฝ่ายผู้ร้องได้แถลงต่อศาลขอนำพยานขึ้นเบิกความพยานนัดแรก 9 ปาก ประกอบด้วย 1. นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร 2. นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร ผู้มีชื่อครอบครองรถยนต์กระบะ โตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร คนปัจจุบัน 3. นายทักษิณ ไขสีดา เจ้าของรั้วลวดหนาม ที่ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่ารถยนต์ไปเกี่ยวชนจนเกิดร่องรอยก่อนที่จะขาย 4. หัวหน้าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทรวงยุติธรรม 5. ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จะทำหน้าที่เบิกความเกี่ยวกับป้ายทะเบียนรถยนต์ ฝ่ายผู้ร้อง

และ 6. นายศรีไพร ทองผล ผู้เชี่ยวชาญ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด ซึ่งจะเบิกความเรื่องผลตรวจสอบตัวถังรถยนต์ด้านหน้า 7. นายเดชา นุชนารถ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก จะเบิกความผลตรวจสอบป้ายทะเบียนรถยนต์ 8. นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ 9. นางทองเรศ วงศรีชา พยานผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ ซึ่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นางทัศนีย์ มาในวันที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์
ส่วนนายสับ วาปี ทนายไม่ได้มาเบิกตัวขึ้นสืบพยานวันนี้ ทนายชี้แจงว่า ขอเน้นไปที่รถของผู้ร้อง ขณะที่พนักงานอัยการ จ.นครพนม ผู้คัดค้าน ขอคัดค้านไม่เบิกความพยานหลักฐานเก่าทั้งหมด ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ รวมถึงรถผู้ร้อง เคยตรวจพิสูจน์ไปแล้วปี 2548 แต่ทนายผู้ร้องชี้แจงว่า เครื่องที่ทำมาตรวจสอบผู้ร้อง ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจ สามารถตรวจย้อนหลังได้มากกว่า 10 ปี โดยระบุว่า ผู้ตรวจเก่า เป็นการตรวจของอัยการ ตำรวจ ไม่ใช่ ผู้ร้องคือครูจอมทรัพย์ ร้องขอให้ศาลพิจารณาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เดินเผชิญสืบรถผู้ร้อง จะมีผู้เชี่ยวชาญอธิบาย ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ศาลได้ถามวัตถุประสงค์ และความสมัครใจของฝั่งผู้ร้อง ก่อนได้ข้อสรุปต่อไป
ในการสืบพยาน 2 ปาก คือ นางจอมทรัพย์ ให้การต่อศาล ว่า ต้องการพิสูจน์ว่าไม่ใช่เป็นคนขับรถชนคนตาย ร้อง ก.ยุติธรรม เมื่อเดือน ม.ค.60 ให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบบรอนซ์ ไมตี้เอ็กซ์ ป้ายทะเบียน ตัวถังรถ กันชน กระจังหน้า ให้ตรวจว่ามีร่องรอยการเฉี่ยวชนหรือไม่ การตรวจสอบ กระทรวงยุตอธรรมส่งไปให้ตรวจ แจ้งว่าเครื่องตรวจพิสูจน์ ไม่ใช่คนขับรถชน ในการสอบสวนชั้นต้น ปฏิเสธตลอดเวลา ไม่มีความรู้ จึงได้มอบหมาย /รถคันนี้ได้ขายให้ นายประพัฒน์ ในวันเกิดเหตุ ครูจอมทรัพย์ ไม่ได้นำรถยนต์ไปตรวจสอบ มีเพียงพนักงานสอบสวนเป็นผู้ตรวจสอบ เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย จึงไม่รู้จะนำรถไปตรวจสอบ การตรวจสอบร่องรอยการเฉี่ยวชน ไม่พบร่องรอยการเฉี่ยวชน รถคันนี้ใช้ทั้งครอบครัว มีสามรและตน และเมื่อก่อนเกิดเหตุ 2 ปี สามีขับรถชนรั้วลวดหนาม ภายในหมู่บ้าน ห่างจากบ้านพัก 500 เมตร ซึ่งในวันนี้ได้เบิกความขึ้นสืบพยานด้วย ก่อนส่งไปตรวจพิสูจน์หลักฐาน ด้านซ้ายมีรอยครูด แต่ด้านขวาไม่มี ส่วนป้ายทะเบียนเป็นของแท้ ไม่มีร่องรอย หรือมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดตอนชนรั้วลวดหนาม ชนถูกเสาหน้าบ้าน และครูดไปตามรอยรั้ว ได้ให้ช่างเคาะ แต่ไม่ได้ทำสี

นางสาวยุพิน ตรีจิตต์ หลานสาวนั่งไปที่ขนส่งสกลฯ เพื่อโอนรถ หลังจากโอนรถ นางยุพิน ได้นอนพักที่บ้าน จึงยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนขับรถไปชนใครนายประพัฒน์ รับซื้อรถ 133,000 บาท 11 มี.ค. 48 ได้โอนแล้ว แต่ นางจอมทรัพย์ ยืมไปทำธุระ ตอนเช้าจึงให้ญาติไปรับ ที่บ้าน และไม่ได้สังเกตว่ามีร่องรอยอะไรหรือไม่ และไม่ได้มีการซ่อมแซม เปลี่ยนเฉพาะไฟหน้ารถ 22 ม.ค 60 ดีเอสไอ ไปรับรถไปตรวจสอบ นายประพัฒน์ เป็นญาติส่วนกรณีที่ ศาลจะไม่ลงมาดูรถ เพราะศาลไม่มีความเชี่ยวชาญ หลังจากเสร็จนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตรได้เดินลงจากศาลพร้อมทหารไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดๆ ก่อนเดินขึ้นรถอีซูซุสีดำทะเบียน สส4408กรุงเทพมหานครออกไป

ดีเอสไอนำหลักฐานขึ้นศาล คดีครูจอมทรัพย์

ความคืบหน้าการไต่สวนพยานของศาล คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ในช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.พ. 60 พบว่า การสืบพยานในห้องพิจารณาคดี ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา สาระสำคัญคือการสืบคำให้การที่เน้นหนักไปที่ ผลการตรวจพิสูจน์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ที่เจ้าหน้าที่นำมาจอดไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้ที่เข้าเบิกคำให้การต่อศาล คือ เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หนึ่งในคณะกรรมการที่ได้นำเอารถคันนี้ไปตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ว่ารถคันดังกล่าว เป็นคันที่ชนจักรยานของนายเหลือ พ่อบำรุง จนเสียชีวิต เมื่อปี 2548 หรือไม่

ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เข้าเบิกความต่อศาล ได้นำเอาผลการตรวจพิสูจน์ตัวรถ และป้ายทะเบียนรถ แถลงต่อศาล ซึ่งจากข้อมูลและผลการตรวจพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อว่ารถยนต์กระบะคันนี้ ไม่ใช่คันที่ก่อเหตุ

เช่น การตรวจพิสูจน์แผ่นป้ายทะเบียนรถ ว่ามีการปลอมแปลงหรือไม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งแผ่นป้ายทะเบียนให้กรมการขนส่งทางบกตรวจสอบ พบว่า เป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่ออกให้โดยกรมการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับการตรวจหาร่องรอยการเฉี่ยวชนของแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งผลจากการตรวจพิสูจน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ไม่พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีรอยบุบ รอยยุบ หรือมีการแก้ไขทำใหม่แต่อย่างใด และประเด็นสุดท้ายคือ การตรวจพิสูจน์ว่ารถเคยผ่านการทำสีใหม่หรือไม่ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์จากบริษัทผู้ผลิต สรุปได้ว่า รถคันดังกล่าวไม่เคยผ่านการทำสีมาก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม อัยการ ในฐานะผู้ถูกร้องก็ได้ซักค้านคำให้การของพยานที่เข้าเบิกความในแต่ละประเด็น เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า คำให้การของพยานที่เข้าเบิกความมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ โดยการสืบพยานจะยังคงมีไปอีก 2 วัน คือวันที่ 9-10 ก.พ.นี้ โดยในวันที่ 9 ก.พ.นี้ จะเป็นการสืบพยานของฝ่ายผู้ถูกร้อง ซึ่งกระบวนทั้งหมดนี้ ศาลได้กำหนดระยะเวลาไว้ทั้งหมด 3 วัน เพื่อที่จะสรุปสำนวนและดำเนินการในขั้นตอนต่อไป.

ข่าวล่าสุด