วัโดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ทั้งนี้อ.ศศินย้ำใน3เรื่องที่ต้องพิจารณาคือการยึดหลักความเป็นจริง เป็นธรรม และ เป็นไปได้ โดยมองว่ากรณีที่ชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรมีกฎหมายคุ้มครองชุมชนเหล่านั้นให้อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ต่อไป ภายใต้การบริหารจัดการบนพื้นฐานการรักษาคุณค่าของระบบนิเวศและหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน
ที่สำคัญตัองให้ความเป็นธรรมทั้งชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ควรมีสิทธิในการอยู่อาศัย ขณะเดียวกันชุมชนที่ได้สิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าต้องไม่บุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มด้วย หมายความว่ารัฐต้องมีกระบวนการทำงานกับชุมชนอย่างเป็นมิตร ทำข้อตกลงอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะข้อตกลงแนวเขตบนพื้นฐานของข้อมูลที่สมเหตุสมผล
โดยเฉพาะในมาตรา52 ไม่ควรกำหนดกรอบเวลาในการให้ชุมชนอยู่ในป่า และให้อำนาจดารตัดสินใจอยูอธิบดีเพียงคนเดียว เพราะจักระทบต่อชุมชุนที่อยู่มาก่อนมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541อีกเป็นจำนวนมาก ประมาณ4-6ล้านไร่ ขณะที่การที่จะให้ชุมชนอยู่โดยไม่มีขอบเขตจะยิ่งทำให้เกิดการบุกรุกป่ามากขึ้น
นอกจากนี้ในมาตรา 46 เรื่องการริบทรัพย์สินกรณีอสังหาริมทรัพย์ที่บุกรุกพื้นที่ป่า เสนอว่ากฎหมายควรที่จะระบุให้ชัดเจนว่า อาคารสิ่งปลูกสร้างที่จะยึดได้ต้องนำไปทำลายเท่านั้น ไม่ควรเปิดช่องให้มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เพราะอาจจะเกิดการฮั้วกันในอนาคต โดยเฉพาะอุทยานที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ได้แก่อุทยานสิรินาถ วังน้ำเขียว เกาะเสม็ด
ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ต้องเปิดโอกาสให้มีการสำรวจแนวเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยการตั้งคณะกรรมการในระดับพื้นที่ ที่มีชาวบ้านร่วมในการพิจารณาตัดสินใจด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะแก้ปัญหาการบุกรุกป่าไม่ได้