เนชั่นทีวี

ข่าว

ดาวโจนส์พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลก

08 ก.พ. 2560 | te

ดาวโจนส์พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลก

ดาวโจนส์พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งที่ 20,155 ท่ามกลางความเสี่ยง ซึ่งสวนทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่อยู่ในภาวะทรงตัวทั้งบวกและลบ แม้แต่ S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐปรับตัวขึ้นไม่ถึง 1 จุดในช่วงปิดตลาด โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าภาวะกระทิงของดาวโจนส์เกิดจากการที่นักลงทุนเดิมพันว่าจีดีพีสหรัฐจะขยายตัวถึง 5% ขณะที่ทิศทางนโยบายของทรัมป์ยังคงสับสน และถูกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดในช่วง 100 วันแรก


ส่วนการสำรวจของ Gallup Poll ล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นถึง 11 จุด เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 9 ปี ซี่งเป็นบรรยากาศที่ตรงข้ามกับการลงทุนของเยอรมันที่ซบเซาลง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึง 3% เมื่อเทียบเป็นเดือนต่อเดือน โดยเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2009

1.ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดอย่างต่อเนื่องอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาที่ 20,155 แม้ว่าจะย่อตัวปิดที่ 20,090 เพิ่มขึ้น 37 จุดหรือ 0.19% ส่วน S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้นเพียง 0.52 จุดที่ 2,293 และ Nasdaq ปิดบวก 10 จุดที่ 5,674 ด้านหุ้นยุโรปทรงตัวลบเฉลี่ย 0.08% และเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้ นิคเคอิญี่ปุ่นเปิดตลาดในแดนลบ
โดยที่นักลงทุนหันกลับเข้าตลาดหุ้นสหรัฐเพราะคาดหวังการเก็งกำไรจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะผลักดันให้จีดีพีสหรัฐเติบโตปีละ 4% แต่ตลาดกลับมองข้ามผ่านไปที่อัตราเติบโต 5% อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐยังต้องมองไปที่ทิศทางนโยบายของทรัมป์ยังคงสับสน และต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดในช่วง 100 วันแรกในการทำงานของทรัมป์หลังพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีจะออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ

2.ขณะที่ทางการสหรัฐประกาศฐานะขาดดุลการค้าดีขึ้นในรอบ 4 ปีนับจากปี 2013 โดยในเดือนธันวาคม 2016 มียอดขาดดุลการค้าอยู่ที่ 4.43 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงจากเดือนพฤศจิกายนที่ขาดดุล 4.57 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นทิศทางเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นนับตั้งแต่ปี 2009 เนื่องจากภาวะขาดุลการค้าสหรัฐเคยขึ้นไปสูงกว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน อย่างไรก็ตามภาวะขาดดุลการค้าทั้งปีของสหรัฐยังอยู่ที่ 5.02 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2016 สูงกว่าการขาดดุล 5.004 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2015
ในปี 2016 สหรัฐมีการส่งเป็นมูลค่า 2.209 ล้านล้านดอลลาร์ และการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 2.712 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เมื่อนับการเกินดุลบริการแล้วมีสัดส่วนที่ขาดดุลการค้าและบริการที่ 2,7% ของจีดีพี ลดลงจากปี 2015 ที่ขาดดุลการค้าและบริการที่ 2.8% ของจีดีพี
โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่สหรัฐได้เปรียบทางการค้ากับฮ่องกง 2.1 พันล้านดอลลาร์ อเมริการใต้และอเมริกากลาง 1 พันล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 900 ล้านดอลลาร์ ซาอุดิอารเบีย 400 ล้านดอลลาร์ และบราซิล 200 ล้านดอลลาร์ แต่เสียเปรียบดุลการค้ากับจีน 3.06 หมื่นล้านดอลลาร์ สหภาพยุโรป 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 6.8 พันล้านดอลลาร์ เยอรมัน 5.2 พันล้านดอลลาร์ เม็กซิโก 4.6 พันล้านดอลลาร์ อิตาลี 2.8 พันล้านดอลลาร์ อินเดีย 2 พันล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ 1.8 พันล้านดอลลาร์ แคนาดา 1.5 พันล้านดอลลาร์ ไต้หวัน 1 พันล้านดอลลาร์ โอเปค 1 พันล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศส 700 ล้านดอลลาร์ และอังกฤษ 200 ล้านดอลลาร์

3.ส่วนการสำรวจของ Gallup Poll ล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นถึง 11 จุดเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยเฉพาะช่วง 3 วันแรกระหว่างวันที่ 21-23 มกราคมภายหลังพิธีการเข้าสาบานตนเป็นประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ พุ่งขึ้นถึง 19 จุด โดยเป็นผลสะท้อนมาจากการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากทรัมป์ประกาศนโยบาบสกัดกั้นผู้อพยพและคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐกลับส่งผลให้ความเชื่อมั่นอ่อนแอลง โดยเพิ่มขึ้นเป็นเลขตัวเดียวเพียง 8 จุดในช่วงระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ โดยขณะนี้คนอเมริกันจับจ้องไปที่กระทบต่อการจ้างงานที่กระทรวงแรงงานจะประกาศในระยะต่อไป รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนในดาวโจนส์และ S&P 500 จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่


4.ทุกๆ ปีที่รัฐบาลสหรัฐมีการขาดดุลทางการคลังมีการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฐานะหนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 10.9 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 19.98 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงการเป็นประธานาธิบดี 2 สมัยของบารัก โอบามา นั้นได้ส่งผลต่อฐานะการขาดดุลทางการคลังเพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นเดียวกัน โดยในปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลโอบามานั้น มีฐานะการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นถึง 103% หรือเป็นเม็ดเงินกว่า 5.33 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นการขาดดุลสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ การขาดดุลทางการคลังดังกล่าวกำลังส่งผ่านไปยังรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์อาจจะก่อหนี้เพิ่มระหว่าง 5.3-11.5 ล้านล้านดอลลาร์หากเขาต้องการจะเป็นประธานาธิบดียาวนานถึง 8 ปีตามที่ประกาศไว้ เนื่องจากต้องการอัดฉีดจีดีพีให้เติบโต 4% ต่อปีแล้ว รัฐบาลต้องประสบกับปัญหากระเป๋าฉีก และต้องหันมากู้มากเพิ่มขึ้นนั่นเอง

5.ขณะที่ภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันที่ติดลบในเดือนธันวาคม ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตเพียงเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนของเยอรมันที่ซบเซาลง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึง 3% เมื่อเทียบเป็นเดือนต่อเดือน โดยเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2009 จึงเป็นการแน่นอนว่า เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของสหภาพยุโรปเกิดอาการสะดุดย่อมต้องส่งผลต่ออัตราการเติบโตต่อทั้งภูมิภาคยุโรป
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาที่นโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ และกระบวน Brexit ของอังกฤษที่ถอนตัวจากสหภาพยุโรปท้ายสุดแล้วจะออกหัวออกก้อยเป็นอย่างไร

ข่าวล่าสุด