โดย ไผ่ วันพอยท์ บอกว่า ยืนยันไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ บอย และ เบนซ์ เพียงแต่ได้รับการติดต่อจาก บอย ให้แนะนำหารถหรู จึงแนะนำให้ไปเต้นท์รถพระราม 3 จึงได้พบ ลัมโบร์กีนี่ คันนี้..
โดย พล.ต.ต.ชาตรี พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. บอกว่า ประเด็นการขอข้อมูลซักถามในส่วนของ นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ จะถามในประเด็นความใกล้ชิด สนิทสนม เนื่องจากตำรวจพบข้อมูลว่า นายไผ่ รู้จักกับ นายบอย หรือ นายณัฐพล นาคคำ แต่ก็เป็นไปได้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกัน เนื่องจากชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน และนายไผ่ทำธุรกิจจึงอาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งรถ จึงต้องเชิญมาให้ข้อมูลเพื่อให้กระจ่าง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เช้าวันนี้ สื่อมวลชนหลายสำนักได้มาเฝ้ารอติดตามรายงานความคืบหน้าของคดีเครือข่ายค้ายาเสพติดของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ว่าในวันนี้จะการขยายผลมีบุคคลมีชื่อเสียงในแวดวงบันเทิง และไฮโซของไปอาจมีส่วนการฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดรายนี้อีกหรือไม่อย่างไร
โดย พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. ซึ่งดูแลงานด้านการสอบสวนในคดีนี้ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ประสานเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเจ้าของเต็นท์รถย่านพระราม 3 ที่อาจจะทราบที่มาของรถลัมโบร์กินี สีเทา ของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรสซิ่ง และ นายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ลูกน้องของนายไซซะนะ ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของนายบอย อีกคนคือ น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช ชาวจ.ลำพูน ซึ่งเป็นเจ้าของทะเบียนรถ กจ 51 กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา น.ส.ธัญรัตน์ ได้ขอเลื่อนการเข้าให้ข้อมูล อีกส่วนที่ต้องเรียกมาให้ข้อมูลวันนี้คือบุคคลที่อยู่ในวงการรถยนต์ โดยจะต้องพิจารณาจากการให้ปากคำ และหลักฐานของระบบการเงินจากธนาคาร
พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของนายอัครกิตติ์ หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เบื้องต้นพบว่า มี 3 บุคคลที่มีการสลับกันโอนเงินเข้าบัญชีในแต่ละเดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะยังไม่มีการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของแต่ละบุคคล เพราะหากต้องตรวจจะต้องทำหนังสือจาก บช.ปส. เพื่อขอตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งจะทำให้บุคคลที่ถูกตรวจสอบอาจได้รับผลกระทบหรือความเสียหายได้ จึงต้องขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน
เมื่อถามว่ารถลัมโบร์กินีที่ตรวจยึดมาเป็นของใคร ทางพล.ต.ต.ชาตรี บอกว่า จากการพูดคุยซักถามกับนายบอยรับว่ารถเป็นของนายบอย โดยมีชื่อนายเบนซ์ เป็นเจ้าของ
ส่วนตัวบุคคล ที่เจ้าหน้าที่จะเชิญมาให้ข้อมูลวันนี้หนึ่งมี นายไผ่ ลิกค์ หรือ ไผ่ วันพอยท์ ซึ่งเป็นคนหนึ่งในคนวงการรถหรู และมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับ นายณัฐพล นาคคำ หรือ นายบอย
พล.ต.ต.ชาตรี บอกว่า วันนี้ได้นัดหมายบุคคลเข้าให้ข้อมูลจำนวน 3 คน ได้แก่
1.น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช เจ้าของรถโฟล์คและเป็นเจ้าของป้ายทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับป้ายทะเบียนรถลัมโบร์กีนีที่นายเบนซ์ครอบครองอยู่2.เจ้าของเต๊นท์รถย่านพระราม 3 ที่นายเบนซ์ได้ไปซื้อรถลัมโบร์กีนีคันดังกล่าว3.นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ นักธุรกิจชื่อดังและเป็นลูกชายอดีตนักการเมือง ซึ่งล่าสุด นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ กำลังเข้าให้ข้อมูลกับทีมตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.ชาตรี บอกว่า ประเด็นการซักถามนั้นในส่วนของ นายไผ่ วันพอยท์ จะถามในประเด็นความใกล้ชิด สนิทสนม เนื่องจากตำรวจพบข้อมูลว่า นายไผ่รู้จักกับนายบอย หรือนายณัฐพล นาคคำ แต่ก็เป็นไปได้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกัน เนื่องจากชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน และนายไผ่ทำธุรกิจจึงอาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งรถ จึงต้องเชิญมาให้ข้อมูลเพื่อให้กระจ่าง ขณะที่ในส่วนของเจ้าของเต๊นท์รถนั้น ตำรวจได้ข้อมูลว่านายบอยและนายเบนซ์ไปซื้อรถคันดังกล่าวด้วยกัน จึงต้องสอบถามเจ้าของเต๊นท์ว่า ใครมีพฤติการณ์เป็นผู้เลือกรถ และตัดสินใจว่าจะซื้อกันแน่ เพราะจากการพูดคุยกับนายบอยและนายเบนซ์นั้น ให้การไม่ตรงกัน
""โดยนายเบนซ์อ้างว่าเป็นเจ้าของรถ พร้อมยืมเงินนายบอย 6 ล้านบาท เพื่อไปดาวน์รถ และได้ใช้คืนไปแล้วบางส่วน ขณะที่นายบอยอ้างว่าเขาเป็นเจ้าของรถ โดยเป็นผู้ออกเงิน แต่ยืมชื่อนายเบนซ์ซื้อเท่านั้น" พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวย้ำ
"พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากในวันนี้ทั้ง 3 คนยังไม่ติดต่อกลับมา หรือไม่เข้ามาให้ข้อมูล พรุ่งนี้ (8 ก.พ.) ตำรวจจะพิจารณาออกหมายเรียก หากออกหมายเรียกครบ 2 ครั้ง ยังไม่มาพบ ก็จะต้องออกหมายจับตามขั้นตอนทันที
"และในส่วนของ นายเบนซ์ ทางตำรวจจะนัดมาให้ปากคำเพิ่มเติมภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากยังมีข้อข้องใจในบางส่วน ประกอบกับเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามตำรวจได้สอบปากคำลูกน้องนายบอยไปแล้วในเบื้องต้น หลังพบความเชื่อมโยง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด" พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวทิ้งท้าย