เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์"ลงนามรีวิวกม.Dodd-Frank ยกเครื่องสินเชื่อระบบแบงก์

06 ก.พ. 2560 | te

"ทรัมป์"ลงนามรีวิวกม.Dodd-Frank ยกเครื่องสินเชื่อระบบแบงก์

ทรัมป์ลงนามคำสั่งประธานาธิบดีรีวิวกฎหมายดอดด์-แฟรงค์ หรือ Dodd-Frank ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมทางการเงินในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูลกองทุนเฮดจ์ฟันด์ การลงทุนของสถาบันการเงิน และการทำธุรกรรมในตราสารอนุพันธ์ เนื่องจากทำให้เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐในปี 2008 เพื่อยกเครื่องระบบธนาคารให้กลับมามีบทบาทปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงทบทวนข้อบังคับคุ้มครองผู้เกษียณ หรือ Fiduciary Rule ที่กำหนดให้ถือเอาผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ แต่กลับทำเงินให้กับตัวที่ปรึกษาการเงินเอง

ทรัมป์ยังเตรียมงัดมาตรการตั้งกำแพงภาษี 35% คาดประเดิมเรียกเก็บจากสินค้าข้ามพรมแดนจากเม็กซิโกเข้าสู่สหรัฐ ทำให้ธุรกิจค้าปลีก 100 บริษัทคัดค้านการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าวที่จะส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้าสูงขึ้นจนกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน หลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเตรียมผลักดันร่างกฎหมายเก็บภาษีสินค้าข้ามพรมแดน 15% หรือมากกว่านั้น
ขณะที่ IIF เผยรายงานจีนประสบปัญหาเงินทุนไหลออกในปี 2016 จำนวนมหาศาลสูงถึง 7.35 แสนล้านดอลลาร์ เฉพาะในเดือนธันวาคมเดือนเดียวมีเม็ดเงินไหลออกถึง 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลเงินหยวนร่วงลง 6.5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในปีที่แล้วนอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเม็ดเงินที่ไหลออกจากประเทศในตลาดเกิดใหม่ช่วงปีที่ผ่านมามีจำนวนถึง 1.92 แสนล้านดอลลาร์มากกว่าปีก่อนหน้าถึง 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดว่าในปี 2017 อาจมีเงินทุนไหลออกของประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวน 2.06 แสนล้านดอลลาร์


1.โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี ทบทวนกฎหมายการเงิน 2 ฉบับหวังยกเครื่องระบบธนาคารและการเงินของสหรัฐ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีคลังทบทวนกฎหมายดอดด์-แฟรงค์ (Dodd-Frank Wall Street Reform and Consumer Protection Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่สมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา นำมาใช้กู้วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008
ทั้งนี้ กฎหมาย Dodd-Frank มีหลักการเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ทั้งในเรื่องการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคาร การเปิดเผยข้อมูลกองทุนเฮดจ์ฟันด์ การลงทุนของสถาบันการเงิน รวมถึงการทำธุรกรรมจำพวกตราสารอนุพันธ์
ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งอีกฉบับให้กระทรวงแรงงานทบทวนกฎข้อบังคับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ (Fiduciary Rule) ซึ่งผลักดันในสมัยโอบามา จะมีผลบังคับใช้เดือนเมษายนนี้
โดย Fiduciary Rule กำหนดให้บรรดาที่ปรึกษาด้านการวางแผนเพื่อวัยเกษียณต้องถือเอาผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้ผู้เกษียณอายุถูกชักชวนให้ทำแผนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่จำเป็น แต่กฎระเบียบดังกล่าวกลับถูกนำไปทำเงินให้กับตัวที่ปรึกษาการเงิน
แต่กฎข้อบังคับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณถูกคัดค้านโดยสถาบันการเงินจำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้ต้นทุนดำเนินการของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นในปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นถึง 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์


2.Paul Ryan ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เตรียมผลักดันร่างกฎหมายเก็บภาษีข้ามพรมแดนจากสินค้าที่ส่งเข้าจำหน่ายในสหรัฐในอัตรา 15% หรือมากกว่า แต่มีรายงานว่าทรัมป์ต้องการเก็บภาษีดังกล่าวสูงถึง 35% โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก เพื่อนำมาสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างหสรัฐและเม็กซิโก ทำให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 100 รายออกมาคัดค้านการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าวที่จะส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้าสูงขึ้นจนกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ มีการคาดการว่า 25 กลุ่มธถรกิจอเมริกัน ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะสินค้าที่บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่ไปลงทุนเพื่อผลิตสินค้าในจีนที่กลายเป็น Made in China จะได้รับผลกระทบอย่างหนักไปด้วย
ทั้งนี้ ดอยช์แบงก์ชี้ว่า นอกจากจีนที่จะได้รับผลกระทบแล้ว ประเทศในเอเชียอื่นเช่น เวียดนาม มาเลเซีย รวมทั้งไทย จะได้รับผลกระทบไปด้วยโดยอาจต้องเจอกับกำแพงภาษีสูงถึง 20% สำหรับสินค้าที่ส่งไปขายในสหรัฐ


3.กฎหมายตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว คาดการณ์กันว่าจะเป๊นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ส่งให้เกิดกระแสคัดค้านโดยขยายไปในวงกว้างอีก ซึ่งการต่อต้านอาจจะมีขึ้นต่อเนื่องต่อจากประกาศคำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์ที่แบน 7 ประเทศ เข้าประเทศเป็นเวลา 90 วัน รวมถึงระงับผู้ลี้ภัย 120 วัน และยังระงับผู้ลี้ภัยจากซีเรียอย่างไม่จำกัดเวลา
คำตัดสินดังกล่าวทำให้คำสั่งของทรัมป์ไม่สามารถดำเนินการในทางปฏิบัติขณะนี้ได้ แต่กระทรวงยุติธรรมยืนยันที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอีก
นอกจากนี้ ทีมวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ยังชี้ว่า เวลาฮันนีมูนของทรัมป์อาจจะใกล้จบลง เมื่อแผนงานเศรษฐกิจทั้งด้านการปฏิรูปภาษี การใช้นโยบายการคลังเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนต้องการทำให้จีดีพีของสหรัฐโตเพิ่มขึ้นอีก 1% ต่อปี กว่าจะเห็นผลน่าจะเกิดขึ้นในปี 2018


4.IIF ในเครือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนเงินหยวนอาจจะต้องอ่อนค่าลงอีก ส่งผลเงินหยวนร่วงลง 6.5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในปีที่แล้ว หลังจากที่จีนประสบปัญหาเงินทุนไหลออกในปี 2016 จำนวนมหาศาลสูงถึง 7.35 แสนล้านดอลลาร์ โดยเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียวมีเม็ดเงินไหลออกมากถึง 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง 3.2 แสนล้านดอลลาร์ ลดลงมาเหลืออยู่ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการลดลงถึง 25% จากปี 2014 ที่มีทุนสำรองสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์
รายงาน IIF ยังระบุว่าเม็ดเงินที่ไหลออกจากประเทศในตลาดเกิดใหม่ช่วงปีที่ผ่านมามีจำนวนถึง 1.92 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2015 มีการไหลออก 1.23 แสนล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าในปี 2017 อาจมีเงินทุนไหลออกของประเทศกำลังพัฒนาต่อเนื่องเป็นจำนวน 2.06 แสนล้านดอลลาร์


5.ทางการญี่ปุ่นเตรียมเม็ดเงินถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อทำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในกองทุนรัฐบาลและกองทุนเอกชนของสหรัฐ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี โดยญี่ปุ่นเชื่อว่าแพ็คเกจการลงทุนที่กำลังเตรียมการนี้ จะสามารถสร้างงานให้คนอเมริกันได้มากถึง 700,000 ตำแหน่งงาน รวมทั้งสร้างมูลค่าตลาดได้มากกว่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์
โดยที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ เตรียมพร้อมที่จะพกพาไปเป็นข้อเสนอในระหว่างการเจรจาทวิภาคีกับทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ข่าวล่าสุด