ท่ามกลางแรงกดดันของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น แต่นักลงทุนวอลล์สตรีทยังคาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นในสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ S&P 500 จะมีผลตอบแทนราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก 5% ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมุติฐานว่ารายได้ของบริษัทต่างๆ จะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นปีละ 16.5% โดยที่ขณะนี้มีการซื้อขายหุ้นกันที่พีอีเรโช หรือสัดส่วนราคาเทียบกำไรต่อหุ้น ที่ระดับ 28 เท่า ซึ่งส่งผลให้หุ้น Amazon มีการซื้อขายที่พีอี 172 เท่า
ขณะเดียวกันฝันร้ายวิกฤติหนี้กรีซเริ่มย้อนกลับมาซ้ำรอยอีก โดยที่แองเกลา เมอร์เคิล ที่บทบาทสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของกรีซกำลังถูกท้าทายในการชิงตำแหน่งผู้นำเยอรมันเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นเดือนกันยายนนี้
1.ดัชนี Global Citi Inflation Surprise Index ของซิตี้แบงก์ชี้ว่าจากสัญญาณเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกที่ระดับ 9.8 นั้น เป็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 หลังจากที่การเคลื่อนไหวของ Global Citi Inflation Surprise Index ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2012-2016 อยู่ในระดับที่ติดลบมาตลอด
ในขณะที่อัตราการเติบโตของจีดีพีโลกปี 2017 อยู่ที่ 3.2% ถึงแม้ว่าจะเป็นการปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่ 3.1% แต่จากสัญญาณเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเกิดภาวะที่ชะงักงันไปพร้อมๆ กับภาวะเงินเฟ้อสูง หรือ Global Stagflation
นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจกับนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังเฝ้าจับตาดู โดยเฉพาะการคลังกระเพรื่อมของเงินเฟ้อที่มาจากนโยบายอัดฉีดทางการคลังของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้จีดีพีสหรัฐกลับมาเติบโตที่ 4% ต่อปีในยุคสมัยที่เขาจะนำความยิ่งใหญ่มาสู่สหรัฐ
2.ถึงแม้ว่าในปี 2016 หุ้นสหรัฐมีการซื้อขายโดยทำสถิติราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งดัชนีดาวโจนส์ ดัชนี S&P 500 และหุ้นเทคโนโลยีใน Nasdaq แต่การคาดการณ์ของนักลงทุนยังเชื่อว่าหุ้นสหรัฐจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ยังคงสร้างกำไรราคาหุ้นที่เพิ่ม 5% ต่อในช่วง 5 ปีนับจากนี้ไป จากสมมุติฐานว่าอัตรากำไรของบริษัทต่างๆ จะเพิ่มขึ้น 16.5% ต่อปี จากกำไรปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น 11% ต่อปี แต่เมื่อพิจารณาถึงค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ระดับ 23.35 นั้นหมายความว่าอัตราทำกำไรต้องไม่ต่ำกว่าปีละ 4.5%
ถึงแม้ว่า ตลาดจะมีความกังวลต่อถ้อยคำของเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาจะชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเติบโตในระดับที่ต่ำกว่า 2% ในระยะยาว แต่ตลาดยังเชื่อว่าผลกำไรของภาคธุรกิจจะยังคงเติบโตได้อย่างน้อย 3% ต่อปี
3.เจเน็ต เยลเลน เก้าอี้ร้อนอีก หลังจากที่ Patrick McHenry ส.ส.ของพรรครีพับลิกันได้ออกมาเตือนว่าตำแหน่งประธานเฟดของเธอมีความไม่แน่นอนว่าจะได้อยู่ต่อครบเทอมจนถึงกลางปี 2018 หรือไม่ เนื่องจากเฟดได้ทำการเจรจาที่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินในต่างประเทศ แทนที่จะพุ่งเป้าเพียงแค่การดูแลปัญหาของระบบการเงินในสหรัฐ
โดยที่เฟดไม่ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส รวมทั้งไม่ได้รายงานต่อรัฐสภาในข้อตกลงดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ประธานเฟดจะต้องเผชิญหน้าและตอบคำถามของทรัมป์ในเรื่องนี้ให้ได้เสียก่อน
4.ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซมีความเป็นไปได้ว่าจะกลับมาซ้ำรอยช่วง 7 ปีก่อน หลังจากเมื่อวันที่ 26 มกราคมไม่ได้รับการมั่นใจจากการรีวิวแผนการต่อเงินกู้จากกลุ่มยูโรโซน ส่งผลให้ผลตอบแทนบอนด์พุ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
ประกอบกับมีเสียงเตือนมาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่าแผนการจัดการหนี้ของรัฐบาลก็ไม่เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นระเบิดเวลาเกิดขึ้นอีก ถ้าหากมีการเพิ่มเติมเงื่อนไขก่อนที่บรรดาเจ้าหนี้จะพิจารณาต่ออายุเงินกู้รอบใหม่อีก
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่แองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญในการชี้ชะตาต่ออายุเงินกู้ให้กับกรีซตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในการเลือกตั้งสมัยหน้าที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายนนี้ว่าจะสามารถเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศได้เป็นสมัยที่ 4 หรือไม่
5.ญี่ปุ่นเตรียมโยกเงินลงทุนมากถึง 5% ของกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาล หรือ Japan's Government Pension Investment Fund (GPIF) ที่มีเม็ดเงินมหาศาลราว 130 ล้านล้านเยน หรือราว 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของทรัมป์ที่มีแผนงานการลงทุนเป็นเม็ดเงินสูงกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างงานให้กับคนอเมริกันหลายแสนตำแหน่งงาน
โดยที่เม็ดเงินลงทุนของ GPIF ที่สามารถโยกเข้าลงทุนนั้นมีมากถึง 6.5 ล้านล้านเยน หรือราว 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา GPIF ได้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งในหุ้นที่เสี่ยงสูงและจังค์บอนด์ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียหายต่อการลงทุนได้
ทั้งนี้แผนการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ จะนำไปถกกับทรัมป์ในช่วงเวลาที่จะมีการเจรจาทวิภาคีทางด้านการค้า การลงทุน ซึ่งจะมีขึ้นที่ทำเนียบขาวในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ตกเป็นเป้าการกล่าวหาของทรัมป์ว่ามีการลดค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า เช่นเดียวกับจีนและเยอรมัน