นายไพโรจน์ ลี่ประเสริฐ คณะกรรมการวัดมหาธาตุ กล่าวว่า พระพุทธรูปดังกล่าวประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปวิหารพระนอนปางปรินิพพาน อยู่บนแท่นบรรทมที่มีความกว้าง 172 เซ็นติเมตร ยาว 422 เซ็นติเมตร สูง 45 เซ็นติเมตรเป็นพระพุทธรูปศิลปะยุคสมัยตอนปลายกรุงสุโขทัยต้นกรุงศรีอยุธยา สร้างประมาณระหว่างปี พ.ศ.1981-2110 หรือเมื่อ 579 ปีเป็นการจำลองเหตุการณ์ช่วงที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานวัดทั่วไปมีเพียงปัญจวัคคีย์ คอยอุปถัมภ์ตอนบำเพ็ญทุกข์กิริยาที่ส่วนใหญ่จะพบเพียงแค่ 5 รูปแต่วัดมหาธาตุมีการปั้นรูปพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่ทราบข่าวปรินิพพาน ได้เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน 9 รูปนอกจากรู้เพียงแต่ว่าอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจและเชื่อว่ามีที่นี่แห่งเดียว
ทั้งนี้เป็นพระสาวกที่อยู่ใกล้ชิดและทรงบวชให้ก่อนเสด็จปรินิพพาน ด้วยความใกล้ชิดคอยรับใช้ จึงเศร้าโศกเสียใจ ยังทำใจไม่ได้ที่พระองค์เสด็จนิพพาน โดยมีมือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตามือข้างหนึ่งกุมพระเศียรหรือศีรษะบางองค์นั่งสมาธิ และเอามือวางบนแท่นพระศพเหมือนจะให้คำมั่นสัญญากับพระพุทธองค์ในการเผยแพร่พุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้า และตามคติความเชื่อในยุคนั้นจะใช้เลข 9 เป็นเลขมงคล ชุมนุมเทวดา และการรักษาโรค หากใครต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาให้มากราบที่พระพุทธบาทคู่ และหากใครต้องการสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จึงทำให้ประชาชนทั่วไปกราบไหว้ขอพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การค้าขายดี มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงไม่ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรือหากป่วยก็ขอให้หาย
พระปัญญากรโมลี เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า พระพุทธรูป จำนวน 9 รูป ที่พบเห็นในลักษณะเฝ้าพระพุทธเจ้าเข้านิพพานนี้ เป็นปริศนาธรรมหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของชีวิตคนเราทุกคน หากแต่ช่วงที่มีชีวิตอยู่ได้ทำความดี ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่รักของทุกคน แม้จะหมดลมหายใจตราบนานเท่าใด ความดีก็ยังคงอยู่ ที่ถูกกล่าวขาน เช่นเดียวกับสาวกพระพุทธเจ้าที่ยังคงสืบทอดคำสอนของพระองค์มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งจากการจากไปของคนที่รักย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโสกเสียใจ ไม้เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์ อย่างไรก็ตามในช่วงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ตรงกับวันมาฆะบูชา ชาวบ้านจำนวนมากจะแวะเข้ามาสักการะพระนอนไสยาสน์ เดินเท้าเป็นแถวพร้อมเทียนที่จุดไปจนถึงวัดหลวงพ่อโตหรือวัดหน้าพระธาตุแห่งนี้