เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" "ทรัมป์" ทำจริง !

02 ก.พ. 2560 |

"PRIMETIME กับ เทพชัย" "ทรัมป์" ทำจริง !

ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศวลีเด็ด America First และ Make America Great Again! ผู้หญิงและคนทุกเพศทุกวัยกว่า 3 ล้าน 3 แสนถึง 4 ล้าน 6 แสนคนได้มารวมตัวกันเดินขบวนทั่วสหรัฐฯ เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุนสิทธิสตรี สิทธิของเพศที่สาม ไปจนถึงการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อว่า Women's March

นับเป็นการเดินขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการเคลื่อนไหว มีผู้ออกมาร่วมเดินขบวนกว่า 5 แสนคน ขณะที่นครลอส แองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผู้มาชุมนุมมากที่สุด 7 แสน 5 หมื่นคน 
นอกจากในสหรัฐฯ แล้ว การเดินขบวนยังแพร่กระจายไปยังทั่วทุกมุมโลก ทั้งในยุโรป ออสเตรเลีย เคนย่าซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาบารัค โอบามา ไปจนถึงสถานีวิจัยและสำรวจในแอนตาร์กติกา มิหนำซ้ำ ในเร็วๆ นี้กำลังจะมีการเดินขบวนครั้งใหม่โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ และว่าที่รัฐมนตรีคนใหม่หลายตำแหน่งที่ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจริง
แม้มีคนเป็นล้านออกมากดดัน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่ยี่หระ พร้อมทวีตว่า "การประท้วงโดยสงบคือเครื่องหมายของประชาธิปไตย แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่อง แต่เขาก็ตระหนักถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน"
ในวันเดียวกันนั้นเอง ทรัมป์ได้เริ่มภารกิจแรกหลังเป็นผู้นำประเทศเต็มตัว ด้วยการเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของซีไอเอในเมืองแลงก์ลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย เพื่อหวังประสานรอยร้าว หลังซีไอเอเป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านข่าวกรองที่ได้ข้อสรุปว่า รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนจริง แต่การแทรกแซงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง
ในสุนทรพจน์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ราว 300 คน ทรัมป์ให้คำมั่นว่า เขาหนุนหลังซีไอเอ 1 พันเปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนหัวข้อไปพูดเรื่องจำนวนผู้ที่มาเป็นสักขีพยานในพิธีสาบานตน ณ อาคารรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม เนื่องจากสื่อมีการนำเสนอภาพถ่ายมุมสูงเปรียบเทียบกับครั้งที่โอบามาสาบานตนรับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2552 โดยเขาเชื่อว่ามีคนมาอย่างน้อย 1 ล้าน 5 แสนคน สื่อจงใจสร้างเรื่องนี้ขึ้น และสื่อต้องรับผิดชอบ ขณะที่ในการแถลงข่าวครั้งแรกของฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ เขาได้ออกมาตอกย้ำกับสื่ออีกครั้งว่า นี่คือพิธีสาบานตนที่มีผู้มาเข้าร่วมมากที่สุด
แต่เมื่อสื่อหลายสำนักพยายามหาหลักฐาน หนึ่งในตัวเลขที่ได้มาก็คือจำนวนเที่ยวโดยสารรถไฟใต้ดิน ซึ่งพบว่า ตั้งแต่ตีสี่ไปจนถึงเที่ยงคืนของวันสาบานตน มีจำนวนเที่ยวโดยสารทั้งสิ้น 5 แสน 7 หมื่นครั้ง น้อยกว่าสมัยโอบามาที่มีผู้ใช้บริการถึง 1 ล้าน 1 แสนเที่ยว และยังน้อยกว่าจำนวนเที่ยวในอีก 1 วันถัดมาซึ่งเป็นวันประท้วง Womens March ด้วยซ้ำ จนกระทั่งทั้งทรัมป์และสไปเซอร์ต้องรีบออกมาแก้ต่างภายหลังว่า จำนวนที่บอกว่ามากที่สุดนั้น นับรวมผู้ชมทางโทรทัศน์และทางอินเตอร์เน็ตด้วย
ตลอดสัปดาห์แรกของการดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามส่งสารไปยังผู้สนับสนุนว่า เขากำลังทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ ด้วยการลงนามในคำสั่งหลายฉบับ โดยใช้อำนาจของประธานาธิบดี หรือ Executive Order ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดฝ่ายบริหาร
คำสั่งของประธานาธิบดีไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นสิ่งที่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย ขณะเดียวกันคำสั่งนี้มีอำนาจน้อยกว่ากฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรส เนื่องจากคำสั่งของประธานาธิบดีไม่สามารถร่างกฎหมายฉบับใหม่หรือจัดตั้งงบประมาณก้อนใหม่ขึ้นมาได้ ดังนั้น ไม่ว่าทรัมป์จะสั่งให้ทำอะไร ทุกอย่างต้องดำเนินไปภายใต้การบังคับใช้กฎหมายและการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่เท่านั้น
การออกคำสั่งของประธานาธิบดีถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำทุกคนทำกัน นับย้อนไปตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีคนแรก จอร์จ วอชิงตัน มาจนถึงบารัค โอบามา ที่ลงนามคำสั่งจำนวน 9 ฉบับภายในเวลา 10 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง
คำสั่งของทรัมป์ที่ออกมาจนถึงขณะนี้ ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งประเด็นในประเทศและต่างประเทศ เริ่มต้นจากฉบับแรกที่เขาสั่งให้หน่วยงานภาครัฐระงับชั่วคราว, ถ่วงเวลา, ออกข้อยกเว้น หรือชะลอการบังคับใช้ข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นภาระทางการเงินต่อรัฐ, บริษัท หรือบุคคล ซึ่งเกิดขึ้นจากกฎหมายโอบามาแคร์ กฎหมายที่โอบามาภาคภูมิใจ แต่เป็นนโยบายที่ทรัมป์เรียกว่าหายนะ ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนภายใต้กฎหมายโอบามาแคร์ราว 20 ล้านคน ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ นโยบายประกันสุขภาพที่ทรัมป์ย้ำหนักหนาว่าดีกว่า จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะสามารถบังคับใช้ได้ทันทีที่โอบามาแคร์ถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์หรือไม่
อีกหนึ่งนโยบายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับโอบามาก็คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีสมาชิก 12 ประเทศ รวมถึง 3 ประเทศอาเซียนอย่างสิงคโปร์ บรูไน และเวียดนาม รวมมูลค่าจีดีพีคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก โอบามาบอกว่านี่คือความตกลงที่ดีที่สุด เพราะนอกจากการค้าขายแล้ว ยังมีกฎข้อบังคับเรื่องของสวัสดิการแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งแวดล้อม แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยบอกว่า อเมริกาจะต้องสูญเสียตำแหน่งงานเป็นจำนวนมาก และความตกลงนี้ส่งผลดีกับประเทศสมาชิกอื่นมากกว่าสหรัฐฯ
ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จึงออกคำสั่ง ถอนสหรัฐฯ ออกจากสมาชิก TPP และต่อจากนี้จะเน้นไปที่การเจรจาระดับทวิภาคีแทน แต่แท้จริงแล้ว คำสั่งนี้เป็นแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะความตกลงนี้ยังไม่ทันได้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากตามข้อตกลง รัฐสภาของประเทศสมาชิกอย่างน้อย 6 ประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีรวมอย่างน้อย 85 เปอร์เซ็นต์ ต้องให้การรับรองก่อน ปรากฎว่า จนถึงตอนนี้มีญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวที่ให้สัตยาบัน
นโยบายที่ทรัมป์ชูเป็นหัวใจสำคัญตลอดมาก็คือ การสร้างกำแพงขนาดใหญ่กั้นพรมแดนระหว่างเม็กซิโกและ 4 รัฐของสหรัฐฯ ได้แก่ แคลิฟอร์เซีย แอริโซนา นิวเม็กซิโก และเท็กซัส เพื่อป้องกันผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่จนถึงตอนนี้ทะลักเข้ามาในสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 11 ล้านคน
เมื่อวันพุธ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเริ่มเตรียมงานสร้างกำแพงได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มการจ้างงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอีก 1 หมื่นตำแหน่ง และยกเลิกงบประมาณสนับสนุนรัฐหรือเมืองที่เป็นแหล่งพักพิงของผู้อพยพซึ่งปฏิเสธไม่ยอมส่งตัวผู้อพยพผิดกฎหมายกลับประเทศ
สหรัฐฯ กับเม็กซิโกมีพรมแดนยาว 1989 ไมล์ หรือประมาณ 3,200 กิโลเมตร ปัจจุบันมีแนวรั้วกั้นพรมแดนแล้ว 650 ไมล์ ทรัมป์บอกว่ากำแพงของเขาไม่ใช่รั้ว แต่ต้องเป็นคอนกรีตเท่านั้น มีความสูง 35-65 ฟุตหรือสูงกว่าแนวรั้วปัจจุบัน 2-3 เท่า และจะมีความยาว 1 พันไมล์ ส่วนที่เหลือเป็นพรมแดนตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทรัมป์อ้างว่ากำแพงจะใช้ต้นทุนค่าก่อสร้างประมาณ 1 หมื่นถึง 1 หมื่น 2 พันล้านบาท แต่จากการวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์พบว่า ต้นทุนที่แท้จริงน่าจะสูงถึง 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์
คำถามก็คือ ใครจะจ่ายค่าสร้างกำแพง ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำเสมอว่า เม็กซิโกจะต้องเป็นคนจ่ายในท้ายที่สุด แต่ตอนแรกอาจต้องใช้งบประมาณภาครัฐออกไปก่อน ส่งผลให้ประธานาธิบดีเอ็นริเก้ เปญ่า นีเอโต้ของเม็กซิโกที่เดิมทีมีกำหนดพบกับทรัมป์วันที่ 31 มกราคม ตัดสินใจประกาศยกเลิกภารกิจกลางคัน และบอกกับประชาชนว่า เม็กซิโกจะไม่รับผิดชอบ
มีหลายวิธีที่ทรัมป์สามารถเอาเงินมาจากชาวเม็กซิโกได้ ทั้งการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก ขึ้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าหรือค่าธรรมเนียมผ่านแดน และหักเงินส่วนหนึ่งที่แรงงานเม็กซิโกส่งกลับบ้านซึ่งมีมูลค่าถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว แต่หากทรัมป์เลือกวิธีการขึ้นภาษีสินค้าจริง สุดท้ายภาระค่าสร้างกำแพงคงไปตกอยู่กับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่จะต้องจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่นำเข้าจากเม็กซิโก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ออกคำสั่งอีกหลายฉบับ ทั้งคำสั่งให้สานต่อการก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน 2 โครงการ ได้แก่ Keystone XL ความยาว 1,900 กิโลเมตรจากแคนาดาถึงเนบราสกาที่โอบามาเคยใช้สิทธิ์วีโต้เพราะเป็นห่วงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และ Dakota Access ซึ่งมีความยาวใกล้เคียงกันจากรัฐนอร์ธดาโกต้าไปยังอิลลินอยส์ และถูกคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มชนพื้นเมืองอินเดียนแดง เนื่องจากท่อส่งน้ำมันตัดผ่านสุสานศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า, คำสั่งระงับเงินช่วยเหลือกลุ่มเอ็นจีโอที่ให้การสนับสนุนหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำแท้งในต่างประเทศ ที่มีชื่อเรียกว่านโยบาย "เม็กซิโกซิตี้" โดยประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกันทุกคนจะนำมาบังคับใช้ นับตั้งแต่สมัยโรนัลด์ เรแกน, และคำสั่งระงับการจ้างงานใหม่ขององค์กรภาครัฐ ยกเว้นตำแหน่งงานในกองทัพ เนื่องจากทรัมป์เห็นว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่รัฐ 2 ล้าน 8 แสนคนมีจำนวนมากเกินไป ทั้งๆ ที่ตลอด 8 ปีของโอบามา จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 สัปดาห์ ปรากฎว่าภาคธุรกิจต่างขานรับกันยกใหญ่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ดัชนีดาวโจนส์ไต่ระดับแตะ 2 หมื่นจุดเป็นครั้งแรกในรอบ 130 ปีเมื่อวันพุธ เพราะภาคเอกชนเชื่อว่า ทรัมป์จะเข้ามาลดภาษีนิติบุคคล ยกเลิกกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน แม้มีความเสี่ยงเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศก็ตาม
แต่นักวิทยาศาสตร์กลับมีความเห็นตรงข้ามกับนักธุรกิจ เห็นได้จากการที่คณะกรรมการจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ตัดสินใจปรับเข็มนาทีของ "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ให้ใกล้เที่ยงคืนซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเข้าไปอีก 30 วินาที จนเหลือแค่อีก 2 นาทีครึ่ง โลกก็จะเข้าสู่หายนะ นับเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่สุดในรอบกว่า 60 ปี โดยให้เหตุผลว่า การที่ทรัมป์ต้องการพัฒนาและเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์, ไม่สนใจภาวะโลกร้อน, และเคลือบแคลงสงสัยหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลตัวเอง กำลังทำให้โลกตกอยู่ในความเสี่ยง

ข่าวล่าสุด