ทั้งนี้ เจเน็ต เยลเลน จะต้องรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่อคองเกรสในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้ากับฝ่ายการเมืองภายใต้ทรัมป์เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้ของเสียงโหวตในคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ของเฟดที่สนับสนุนให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีเพียง 15% ในการประชุมครั้งแรกของปี 2017 เมื่อวันที่ 31 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นได้ 36% ในเดือนมีนาคมนี้
ขณะที่รัฐสภาของอังกฤษออกเสียงโหวต 498 ต่อ 114 ผ่านมติ Brexit อนุมัติให้รัฐบาลอังกฤษดำเนินการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปภายใน 2 ปีตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน
1.ท่ามกลางการทำงานที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีเจเน็ต เยลเลน เป็นประธาน กับนักการเมืองในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จับจ้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตามความเห็นของประธานเฟดที่มองว่าจีดีพีของสหรัฐจะขยายตัวในระดับใกล้เคียง 2% ในปี 2017 นี้ยังเป็นอัตราที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้อีก 2-3 ครั้งในปีนี้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้าหมาย
ขณะที่ทรัมป์ประกาศว่าจะทำให้จีดีพีสหรัฐเติบโตได้ที่ปีละ 4% ทำให้เกิดการคาดเดาเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นในอนาคต จากแผนกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และลดอัตราภาษีที่รัฐบาลจะสูญรายได้ถึง 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีที่เขาประกาศจะอยู่ในตำแหน่ง 2 วาระรวม 8 ปีนับจากนี้ไป
2.เจเน็ต เยลเลน ต้องเผชิญหน้าครั้งแรกต่อคองเกรสในยุคของทรัมป์ โดยนำเสนอรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปี 2017 เป็นครั้งแรกในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากที่เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1 กุมภาพันธ์ โดยที่คาดการณ์ว่าน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินเสียงโหวตของ FOMC มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งแรกในเดือนมกคาคม-มีนาคม มีเปอร์เซนต์ค่อนข้างต่ำเพียง 15-36% แต่การประชุมในครั้งต่อๆ ไป มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 52% ในการประชุมเดือนพฤษภาคม ส่วนในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 73-77% โดยน้ำหนักที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 86-88% จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน และมีน้ำหนักของเสียงโหวตสูงถึง 94% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
3.สภาสูงสหรัฐมีมติรับรอง Neil Gorsuch วัย 49 ปีเป็นตุลาการของศาลฎีกาสูงสุดคนที่ 9 ตามการเสนอแต่งตั้งของทรัมป์ ส่งผลให้สัดส่วนในสายอนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้นเป็น 5 ต่อ 4 เสียง จึงนับเป็นชัยชนะอีกครั้งหนี่งของทรัมป์ หลังจากที่ตำแหน่งตุลาการศาลฎีกาสูงสุดว่างลงมาเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งบารัก โอบามา พยายามที่จะผลักดันให้มีการแต่งตั้งในช่วงที่เป็นประธานาธิบดี แต่ถูกคองเกรสคว่ำมติไปในช่วงที่ผ่านมา
โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์กัน แนวโน้มการพิจารณาของศาลฎีกาสูงสุดในแนวอนุรักษ์นิยมอาจเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันกับแนวนโยบายของทรัมป์ที่ปฏิเสธแนวทางการค้า การลงทุน แบบโลกาภิวัตน์ โดยต้องการที่จะใช้กระแสประชานิยมและชาตินิยมมาเจรจาแบบทวิภาคีแทน ซึ่งล่าสุดมี 3 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน ที่ทรัมป์และทีมงานออกมาระบุว่า ได้เปรียบทางการค้าโดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐ เนื่องมาจากการลดค่าเงิน และการทำให้ค่าเงินอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
ขณะเดียวกันสภาสูงยังได้รับรอง Rex Tillerson เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ทรัมป์ไว้วางใจ และหวังจะให้ผูกสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียที่แนบแน่นมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการคัดค้านจากฝนสหรัฐและในหลายประเทศ เนื่องจากนโยบายสกัดกั้นผู้ลี้ภัยอพยพ และห้ามผู้เดินทางจาก 7 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเข้าสหรัฐเป็นเวลา 90 วัน โดยเฉพาะห้ามผู้เดินทางจากซีเรียอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลา
4.ส่วนทางด้านตลาดบอนด์ของยุโรปเกิดภาวะปั่นป่วนจากแรงเทขายอย่างหนักของฝรั่งเศส เยอรมัน และเนเธอร์แลนด์ ในช่วงปี 2016 ตลอดมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนติดลบที่ 2.25% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอัตราผลตอบแทนติดลบมากที่สุดเป็นประวัตการณ์
เนื่องจากที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเป็นระยะเกี่ยวกับปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในระบบธนาคารของยุโรปมีมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นปัญหาจากระบบธนาคารในอิตาลี สเปน รวมถึงหนี้เสียของธนาคารขนาดใหญ่ของเยอรมัน นอกจากนี้ ผลกระทบของ Brexit ที่ยังคงส่งผลถึงความไม่แน่นอนของตลาดเงินและตลาดหุ้นในยุโรป
5.รัฐสภาของอังกฤษลงมติเมื่อวันพุธด้วยคะแนน 498 ต่อ 114 เสียง เห็นชอบต่อร่างกฎหมายว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ซึ่งมติดังกล่าว ส่งผลให้มีการประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อให้อังกฤษเริ่มต้นกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยคาดว่า เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะประกาศใช้มาตรา 50 ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ ระหว่างการเข้าประชุมสุดยอดของสภายุโรปที่มอลตา