ในขณะที่เสียงต่อต้านทรัมป์กีดกันผู้ลี้ภัยและระงับการเดินทางของประชาชนจาก 7 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังคงขยายไปในวงกว้าง รวมถึงผู้เข้าชื่อออนไลน์มากขึ้นกว่า 1.6 ล้านคนยื่นคัดค้านการเยือนอังกฤษของทรัมป์อย่างมีรัฐพิธีในปีนี้ ส่งผลให้รัฐสถาของอังกฤษเตรียมเปิดประชุมพิจารณาในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
ด้านวอชิงตันโพสต์เผยแพร่รายงานนโยบายสกัดกั้นการอพยพลี้ภัยของทรัมป์นั้น หวังตัดเงินอุดหนุนด้านงบประมาณสหรัฐที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงในสงครามตะวันออกกลางที่มีมานานถึง 25 ปี รวมถึงการช่วยเหลือการอพยพข้ามพรมแดน ซึ่งสร้างภาระให้กับเงินงบประมาณสหรัฐปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์
1.ทีมงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมระเบิดศึกสงครามการค้ากับยุโรป หลังจากพบว่าเยอรมันใช้ผลประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินยูโร สร้างความได้เปรียบทางด้านการค้ากับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะดุลการค้าที่ได้เปรียบกับสหรัฐมาตลอด ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ Peter Navarro ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียลไทม์ส โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้โจมตีนโยบายเปิดเสรีรับผู้ลี้ภัยของแองเกลา เมอร์เคิล และอาจจะได้รับผลลัพธ์จากการที่เยอรมันมีโรงงานผลิตรถยนต์ BMW ในเม็กซิโกอาจต้องเจอกับกำแพงภาษีที่ส่งรถยนต์เข้าไปจำหน่ายในสหรัฐ
อย่างไรก็ปัญหาข้อขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปอาจจะจบลงด้วยการถอนตัวออกจากความตกลงยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐ (Transatlantic Trade and Investment Partnership) หรือ TTIP ส่งผลให้ TTIP ซึ่งเป็นการริเริ่มของในสมัยของบิล คลินตันต่อเนื่องมาถึงบารัก โอบามา อาจต้องพบจุดจบอวสานลงแบบเดียวกัน เมื่อทรัมป์ประกาศถอนตัวออกจาก TPP ทันทีหลังจากที่เข้าทำงานในทำเนียบขาว โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ Brexit จะมีส่วนให้ TTIP จะต้องปิดฉากลงเช่นกัน
นอกจากนี้ในประเด็นความได้เปรียบในเรื่องค่าเงิน เนื่องจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในรอบ 13 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโรนับจากการเลือกตั้งเมื่อวันที 8 พฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ในวันนี้เงินยูโรเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเมื่อวันอังคารปรับตัวขึ้นจาก 1.0685 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1.0732 ดอลลาร์
2.เสียงต่อต้านทรัมป์ทางออนไลน์ที่มีต่อนโยบายกีดกันผู้ลี้ภัยจาก 7 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ประกอบกับข่าวการเยือนอังกฤษโดยมีรัฐพิธีอย่างเป็นทางการของทรัมป์ในปีนี้ พุ่งขึ้นมากกว่า 1.6 ล้านคน และได้แผ่ขยายไปวงกว้างมากขึ้นนั้น
โดยล่าสุดทั้งกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก ไมโครซอฟท์ และสตาร์บัค ออกมาแสดงการคัดค้านต่อนโยบายของทรัมป์ดังกล่าว โดยที่พนักงานกูเกิ้ลนับพันคนออกมาประท้วง ร่วมกับสตาร์บัคที่สวนกระแสประกาศรับผู้ลี้ภัยเข้ามาทำงานถึง 10,000 ตำแหน่งงาน ส่งผลให้เสียงคัดค้านมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ แม้แต่ในบางรัฐของสหรัฐจนเกิดความรุนแรงจากการปะทะกันที่เกิดขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าพนักงานของ 900 องค์กรของรัฐบาลสหรัฐได้ลงชื่อคัดค้านในนโยบายของทรัมป์ที่กีดกันผู้ลี้ภัยอพยพด้วย
3.อย่างไรก็มีรายงานของวอชิงตัน โพสต์ เปิดเผยถึงสาเหตุการใช้มาตรการที่เข้มงวดของทรัมป์ต่อการจำกัดผู้ลี้ภัยอพยพนั้น โดยทีมงานของทรัมป์ต้องการยุติภาระการใช้จ่ายเพื่อดูแลกำลังพลของกองทัพ การรักษาพยาบาลและค่ายา อาหาร และดูแลความเป็นอยู่ รวมถึงการเยียวยาผู้ที่ถูกกระทบจากผลของสงครามโดยเฉพาะสงครามในตะวันกลางที่ยืดเยื้อมานานถึง 25 ปี ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องแบกภาระงบประมาณสูงถึงปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์
4.ขณะที่ทางการเบอร์ลินมีปฏิกิริยาต่อที่ตกเป็นเป้าถูกเพ่งเล็ง ออกมาย้ำเตือนทางการสหรัฐให้คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อแรงงานสหรัฐที่ทำงานอยู่ในบริษัทของเยอรมันหลายๆ แห่ง รวมถึงใน BMW, Volkswagen and Siemens เนื่องจากทีมงานทรัมป์ได้โฟกัสมายังเยอรมันที่มีฐานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากสถิติในปี 2015 มีจำนวนมหาศาลถึง 2.56 แสนล้านยูโร หรือ 2.74 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทีมงานของทรัมป์เชื่อว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นเป็นผลลัพธ์มาจากค่าเงินยูโรที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้เยอรมันได้เปรียบทางการค้าและลงทุนกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับสหรัฐ
5.สำหรับสถานการณ์ของเงินดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเริ่มอ่อนค่าลงเกือบ 2% โดยเฉลี่ย หลังจากที่ทรัมป์และรัฐมนตรีคลังสหรัฐ Steven Mnuchin ออกมาให้สัมภาษณ์สอดคล้องกันว่าเงินดอลลาร์ในช่วงตั้งแต่หลังเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นต้นมานั้น เป็นทิศทางที่แข็งค่ามากจนเกินไป โดยเฉพาะเทียบกับ 10 สกุลเงินในกลุ่ม G-10
จากการเปรียบเทียบค่าเงินในกลุ่ม G-10 เมื่อเทียบเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์ก ระหว่างทั้งปี 2016 กับเดือนมกราคม 2017 โดยเฉพาะเงินเยนที่อ่อนค่าไปเกือบ 14% กลับมาแข็งค่าขึ้นเกือบ 4% เงินยูโรที่อ่อนค่าลงไปเกือบ 7% ก็แข็งค่าขึ้น 2.5% เงินปอนด์อังกฤษจากที่อ่อนค่าไป 5.5% กลับมาแข็งค่าขึ้น 2% ฟรังก์สวิสจากที่อ่อนค่าลงไป 5% มาเป็นการแข็งค่าขึ้น 3% และดอลลาร์ออสเตรเลียจากที่อ่อนค่าลง 6.5% มาเป็นการแข็งค่าขึ้น 5.5% ทั้งนี้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ หรือ Dollar Index ปรับตัวลดลงที่ 99.65