นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมผลักดันและเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.... เพื่อเป็นมาตรการในการกำกับและดูแลสื่อมวลชน ผ่านคณะสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่มีองค์ประกอบของภาครัฐร่วมกับตัวแทนขององค์กรสื่อมวลชน ว่า ในหลักการของการออกกฎหมายใดๆ ต้องมีความสอดคล้องและยึดกับรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ โดยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ มีหลักการให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการประกอบวิชาชีพและคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว รวมถึงวางหลักการให้สื่อมวลชนควบคุมและกำกับกันเองเพราะหากให้บุคคลในวิชาชีพอื่นเข้ามาดำเนินการอาจเกิดการแทรกแซงได้
"ผมเคยเสนอให้ไปคุยกัน โดยกรรมาธิการอาจตั้งประเด็น เช่น มีปัญหาอะไร และต้องการแก้ไขอย่างไร จากนั้นให้ตั้งอนุกรรมการที่มีเฉพาะสื่อมวลชนร่วมกันคิดเอง ว่าหากเผชิญปัญหาจะทำเช่นไร เหตุผลที่เสนอเพราะวิชาชีพสื่อมวลชนถือเป็นวิชาชีพพิเศษ ที่การทำงานคนภายนอกอาจไม่เข้าใจได้ดีเท่าสื่อมวลชนเอง ทั้งนี้ในร่างกฎหมายที่พูดถึงกัน ผมยังไม่เห็นเนื้อหา แต่การออกกฎหมายใดๆก็ตามต้องยึดหลักการและไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ หากกฎหมายใดทำขัดกับรัฐธรรมนูญถือว่ากฎหมายนั้นใช้ไม่ได้ ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้นและสื่อมวลชนเรียกร้องนั้นทางที่ดีควรพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ" นายมีชัย กล่าว
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. กล่าวในประเด็นเดียวกันด้วยว่าสำหรับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพสื่อมวลชน ต่อการให้มีกลไกกำกับการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีภาครัฐเข้ามาร่วมด้วยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจขัดต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ มาตรา 40 ที่กำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ดังนั้นหากกรณีดังกล่าวผ่านเป็นบทกฎหมายอาจใช้ช่องทางของศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความในเนื้อหาของกฎหมายนั้นได้ ส่วนตัวมองด้วยว่ากลไกให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยไม่ใช่เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนเรียกร้องอาจมีเจตนาแอบแฝงที่รัฐต้องการเข้าไปกำกับหรือควบคุมบางอย่าง
ขณะเดียวกัน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ชี้แจงกรณี สปท. อ้างผลการวิจัยทีดีอาร์ไอ ในการร่าง พรบ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ ผ่าน Somkiat Tangkitvanich Page" ระบุว่า
"เพื่อนๆ ครับ คงพอได้ทราบข่าว ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ... ซึ่งกำลังเป็นประเด็นปัญหาถกเถียงระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับองค์กรด้านสื่อ 30 องค์กร งานนี้ ทีดีอาร์ไอ ถูกหางเลขด้วย เพราะมีรายงานข่าวในสื่อมวลชนหลายฉบับที่อ้างคำพูดของ ประธานคณะกรรมาธิการ สปท. ว่า "ร่างดังกล่าวได้ผ่านการหารือและการทำประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)" ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ครับ
หนึ่ง ผมและนักวิจัยในโครงการ (คุณอิสร์กุล อุณหเกตุ) ได้ไปอธิบายผลการวิจัยเรื่อง "การกำกับดูแลสื่อในยุคหลอมรวม" ซึ่งคณะผู้วิจัยจากทีดีอาร์ไอและคณาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ให้แก่คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559
สอง ผมและทีมวิจัยไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ... และไม่ได้ร่วมทำประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายดังกล่าว (หากมีการทำประชาพิจารณ์) ที่สำคัญ ผมยังไม่ได้เห็นร่างกฎหมายดังกล่าว และไม่ทราบว่าร่างกฎหมายฉบับล่าสุดที่เป็นที่มาของการถกเถียงกันมีเนื้อหาอย่างไร
นอกจากที่ได้อ่านในข่าว สาม ข้อเสนอของคณะวิจัยจากทีดีอาร์ไอในส่วนที่เกี่ยวข้องคือ การเสนอให้มีกลไกการกำกับดูแลร่วม (co-regulation) เพื่อหนุนเสริมการกำกับดูแลตนเองของผู้ประกอบการสื่อแต่ละราย (เช่นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง) และการกำกับดูแลกันเอง (self-regulation) โดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน (เช่นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย)
เพราะที่ผ่านมา การกำกับดูแลกันเองโดยองค์กรวิชาชีพสื่อนั้นไม่ค่อยมีประสิทธิผล เพราะผู้ประกอบการเข้าร่วมโดยสมัครใจ และคำตัดสินไม่มีผลผูกพัน
ทั้งนี้ การกำกับดูแลร่วมเป็นการผสมผสานข้อดีของการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งกลไกบังคับใช้มีประสิทธิภาพ เพราะมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่มีข้อเสียมากมาย
โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้รัฐแทรกแซงสื่อ กับการกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพสื่อ ซึ่งมีจุดอ่อนดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้สื่อมีมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพที่ปฏิบัติได้จริง โดยยังสามารถรักษาความเป็นอิสระของสื่อจากการแทรกแซงของรัฐได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากออกแบบได้ดี ที่สำคัญคือต้องไม่มีตัวแทนภาครัฐเกี่ยวข้อง
ซึ่งแนวทางในการกำกับดูแลร่วมมีหลายวิธี เช่น การให้สภาวิชาชีพวินิจฉัยความถูกผิดด้านจริยธรรม และให้รัฐช่วยบังคับบทลงโทษตามข้อวินิจฉัยให้มีผล ไปจนถึงการให้สื่อกำกับดูแลกันเองเป็นหลัก และเสริมด้วยการกำกับดูแลโดยรัฐ เช่น กสทช. เป็นด่านสุดท้าย หากการกำกับดูแลกันเองไม่มีประสิทธิผลแต่ละแนวทางมีจุดอ่อนและจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การกำกับดูแลสื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อน วิธีการที่ใช้และรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
ผมคิดว่า ทางออกในเรื่องนี้ควรเกิดขึ้นจากการหารืออย่างฉันมิตรและเปิดใจกว้างระหว่าง กมธ. ของสปท. และองค์กรสื่อ บนฐานของความเชื่อเรื่องเสรีภาพสื่อ ซึ่งถูกกำกับโดยมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพ ไม่ใช่บนฐานความคิดที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อ"