เนชั่นทีวี

ข่าว

14 องค์กรประมงพื้นบ้าน จี้กลุ่มทุนใหญ่หาจุดร่วมปลดล็อกไอยูยู

31 ม.ค. 2560 | te

14 องค์กรประมงพื้นบ้าน จี้กลุ่มทุนใหญ่หาจุดร่วมปลดล็อกไอยูยู

ภาคีเครือข่าย 14 องค์กรกลุ่มประมงพื้นบ้าน เผชิญหน้ากลุ่มทุนใหญ่ด้านธุรกิจอาหารทะเล หาจุดร่วมหวังปลดล็อกไอยูยู เลิกใช้แรงงานทาสและหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม


วันนี้ (31ม.ค.) ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืนและเป็นธรรม 14องค์กร ได้แถลงจุดยืนเป็นครั้งแรกหลังได้ร่วมหารือกับกลุ่มทุนใหญ่ภายใต้ชื่อ ซีฟูด ทาส ฟอร์ส ซึ่งเป็นเวทีของบริษัททั้งผู้ส่งออกและผูซื้อรายใหญ่ของโลกที่มารวมตัวกันนายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผจ.สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย บอกว่าหลังจากไทยตกอยู่ในบัญชีประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ซึ่งจนถึงขณะนี้ไทยยังไม่สามารถปลดสถานะใบเหลืองนี้ได้ ขณะเดียวกัน ไทยยังคงอยู่เทียร์ 3 ที่ต้องถูกจับตาด้านการค้ามนุษย์จากการจัดลำดับของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย
โดยที่ผ่านมาทางภาคีเครือข่ายฯ ได้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ในการพยายามแก้วิกฤติดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที แรงงานในอุตสาหกรรมประมงและครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน กลับตกเป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดครั้งนี้แรกเราพยายามมองหาทางออกโดยมุ่งไปที่ภาคเอกชนเป็นสำคัญ เพราะภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน เช่นซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเป็นปลายทางห่วงโซ่การผลิต ที่ธุรกิจเองอาจไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าสินค้าที่นำมาขายผู้บริโภคมาจากแรงงานทาส แต่เมื่อรู้แล้วก็ควรหยุดซื้อ ตลอดจนการมีบทบาทในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และนโยบายของเอกชนรายอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกันด้วย

14 องค์กรประมงพื้นบ้าน จี้กลุ่มทุนใหญ่หาจุดร่วมปลดล็อกไอยูยู

นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เสนอว่าเพื่อจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างเร่งด่วน ควรยุติการใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงทำลายล้าง โดยต้องไม่จับ ไม่ใช้ และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย IUU โดยเฉพาะการใช้อวนลาก และวิธีปั่นไฟล่อจับปลา แม้กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามไว้ก็ตาม นอกจากนี้ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพื่อทำให้รู้แหล่งที่มาและวิธีการจับสัตว์น้ำที่ทำการประมงได้ และบังคับใช้ระบบนี้กับซัพพลายเออร์โดยต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบสัตว์น้ำในธุรกิจของตนให้สาธารณชนได้รับทราบด้วยขณะที่นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชี้ว่าต้องยุติการซื้อหรือใช้ปลาป่นที่ได้มาจากการทำประมงอย่างไม่ยั่งยืนหรือทำลายล้าง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ภาคเอกชนต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของปลาป่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส เปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบได้ และขอให้เปิดเผยข้อมูลสัดส่วนวัตถุดิบโปรตีนในปลาป่นที่มาจากปลาเป็ดที่ใช้อยู่ว่ามากน้อยเพียงใด รวมถึงลงทุนในการศึกษาวิจัย พัฒนาทางเลือกวัตถุดิบโปรตีนทดแทนในอาหารสัตว์เพื่อลดความต้องการปลาป่นจากการทำประมงผิดกฎหมายด้านนายสมพงษ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) แสดงความกังวลต่อสถานการณ์แรงงานในเรือประมง โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการ สิทธิขั้นพื้นฐาน ตลอดจนคุณภาพชีวิต โดยเสนอว่า ภาคเอกชนควรกำหนดอัตราค่าจ้างค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงภัยของแรงงานประมง อีกทั้งให้มีการชดเชยเป็นค่าตอบแทนในส่วนที่นอกเหนือจากจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ตกลงกันไว้ โดยกำหนดการลงอวนไม่เกิน 3 ครั้งต่อการทำงาน (24 ชั่วโมง) ระบบการจ่ายเงินค่าจ้างและ/หรือค่าส่วนแบ่งรายได้จากการจับสัตว์น้ำให้คนงานประมงต้องมีหลักฐานและตรวจสอบได้ เป็นต้นจากนี้ทางภาคีเครือข่ายฯ จะร่วมกันติดตาม ตรวจสอบการแก้ปัญหา ไม่เฉพาะแต่ภาครัฐ แต่รวมทั้งการแก้ปัญหาของภาคเอกชนตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด