ขณะเดียวกันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่อัดฉีดโดยธนาคารกลางยุโรปเริ่มส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อในเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มยโรโซน พุ่งสูงขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วง 1 ปีก่อน เพิ่มเพิ่ขึ้น 1.7% จากเดือนก่อนหน้านี้ เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013
นอกจากนี้ UniCredit ธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่ง เริ่มส่อภาวะตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากมีฐานะที่ขาดทุนสูงถึง 1.18 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมาขณะที่สัญญาณขายได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2017 ทั้งในตลาดหุ้นของยุโรปและสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่กระแสการต่อต้านนโยบายสกัดกั้นผู้อพยพเข้าสหรัฐของทรัมป์มีการขยายไปในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ1.ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB เผยฐานะทางการเงินในงบดุลล่าสุด มีการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาล หรือเงิน QE ซึ่งเป็นการผ่อนคลายทางการเงินแบบสุดโต่งเพื่อกู้วิกฤติสาธารณะเมื่อ 7-8 ปีก่อน โดยที่ปัจจุบัน ECB ได้เข้าถือสินทรัพย์ทางการเงินของกลุ่มประเทศในยูโรโซน 19 ประเทศ ในสัดส่วนสูงถึง 36% ของจีดีพี คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 3.72 ล้านล้านยูโรโดย ECB เปิดเผยถึงฐานะการเป็นเจ้าหนี้จากการเข้าซื้อบอนด์ของภาคธุรกิจ หรือ Corporate Bonds ที่นอกเหนือจากการซื้อบอนด์ของรัฐบาลที่ประสบปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะ เป็นสัดส่วนสูงถึง 10.2% หรือเป็นยอดคงค้างมากกว่า 5.75 แสนล้านยูโร ทั้งที่มีรายงานข่าวมาตลอดว่า ECB จะหยุดการซื้อบอนด์ของภาคธุรกิจเอกชนก็ตามECB เป็นหนึ่งในสี่เสาหลักของธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งร่วมมือกันกับธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น อัดฉีดเงินมากกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อกอบกู้วิกฤติการเงินรอบล่าสุดนับตั้งแต่ปี 2008-2009 ซึ่งเริ่มจากวิกฤติการเงินและซับไพรม์ในสหรัฐ สู่วิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซน ซึ่งส่งผลลุกลามในวงกว้างต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐและยุโรปทั้งนี้ วิกฤติหนี้สาธารณะที่ส่งผลผระทบถึงการตกต่ำทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ประกอบด้วยที่ประกอบด้วยออสเตรีย เบลเยียม ไซปรัส เอสโตเนีย ลิทัวเนีย ลัตเวีย ฟินเลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก มอลต้า เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สโลวาเกีย สโลเวเนีย และสเปน 2.ขณะเดียวกันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่อัดฉีดโดยธนาคารกลางยุโรปเริ่มส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อในเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มยูโรโซน พุ่งสูงขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วง 1 ปีก่อน เพิ่มเพิ่ขึ้น 1.7% จากเดือนก่อนหน้านี้ เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่ภาวะเงินเฟ้อเดือนธันวาคมยังมีอัตราที่ติดลบ 0.8% ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลเยอรมันปรับตัวขึ้นที่ 0.49% เทียบกับปลายปีก่อนที่ญังอยู่ที่ 0.13%3.ขณะที่หุ้นยุโรปร่วงลงหนักมากกว่า 1.2% ทั้งดัชนี FTSE100 ลอนดอนปิดลดลง 0.92% CAC40 ฝรั่งเศสลดลง 1.14% และ DAX เยอรมันลดลง 1.12% หลังปรากฏข่าว UniCredit ของอิตาลี มีความตึงเครียดมากขึ้นจากภาวะขาดทุนที่สูงกว่า 1.18 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นอาจต้องพึ่งพาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลอิตาลีและ ECB ในเร็ววันนี้4.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอาจต้องเพิ่มทุนจำนวนมากถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากมีการทำการทดสอบฐานะการเงิน หรือ Stress Test ประกอบกระแสข่าวต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขยายวงในหลายประเทศจากนโยบายสกัดกั้นคนเข้าเมืองจาก 7 ประเทศและสั่งห้ามการอพยพเข้าสหรัฐ โดยเฉพาะมีคนลงชื่อกว่า 1 ล้านคนยื่นคัดค้านอังกฤษเชื้อเชิญทรัมป์เยือนอย่างเป็นทางการโดยมีการจัดรัฐพิธีต้อนรับในปีนี้ ส่งผลหุ้นทั้ง 3 ตลาดในสหรัฐร่วงลง นำโดยดาวโจนส์หลุดระดับ 20,000 ปิดที่ 19,971ลดลง 122 จุดหรือ 0.61% S&P 500 ปิดที่ 2,280 ลดลง 0.60% และ Nasdaq ปิดที่ 5,613 ลดลง 0.83%5.จับตาเฟดประชุมในวันที่ 31 ม.ค. และ 1 ก.พ.ส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ในปี 2017 นี้อย่างไร ขณะที่ Dollar Index ทรงตัวที่ 100.58 สวนทางการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปีรัฐบาบสหรัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่องที่ 2.22% โดยที่นักวิเคราะห์ยังคงจับตาแถลงการณ์หลังการประชุมของเฟด ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีการประชุมครั้งแรกปีนี้ของเฟดอาจมีโอกาสน้อยที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการประชุมในเดือนมีนาคม แต่คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน และจะเป็นการปรับขึ้น 2-3 ครั้งในปีนี้