เนชั่นทีวี

ข่าว

ยุโรปเริ่มตัดกำลังกลุ่มก่อการร้าย คุมเข้มระบบเงินสด-เลิกพิมพ์แบงก์ 500 ยูโร

30 ม.ค. 2560 | te

ยุโรปเริ่มตัดกำลังกลุ่มก่อการร้าย คุมเข้มระบบเงินสด-เลิกพิมพ์แบงก์ 500 ยูโร

ยุโรปเดินหน้าเตรียมแผนเข้มงวดระบบการชำระด้วยเงินสดเพื่อสกัดเส้นทางสนับสนุนทางการเงินของกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง ขณะที่ทรัมป์ต่อสาย "ปูติน-เมอร์เคิล" หารือสถานการณ์โลก โดยที่มีการคว่ำบาตรจากรายชื่อกว่า 8 แสนคนลงชื่อผ่านออนไลน์คัดค้านผู้นำสหรัฐได้รับคำเชิญให้เยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการในปีนี้ ส่งผลให้รัฐสภาอังกฤษอาจต้องเปิดประชุมเพื่อพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


หลังจากที่คำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมไปถึงการประกาศงดรับผู้อพยพเข้าสหรัฐเป็นเวลา 120 วัน และยังห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศคือ ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ซูดาน ลิเบีย โซมาเลีย และเยเมน เข้าสหรัฐเป็นเวลา 90 วัน และโดยเฉพาะงดรับชาวซีเรียไม่จำกัดเวลาจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในซีเรีย เพื่อต้องการปกป้องสหรัฐจากกลุ่มชาวต่างชาติจากประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้าย รวมถึงการเพิ่มมาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การประท้วงขยายเป็นวงกว้าง
ขณะที่เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เปิดเผยว่า ทรัมป์ตอบรับพระราชสาส์นเชิญจาก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และจะเดินทางเยือนอังกฤษในปีนี้ เนื่องจากไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้นำสหรัฐได้รับคำเชิญเยือนอังกฤษในระดับ State Visit โดยที่ผู้นำอังกฤษย้ำว่า ถึงแม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่เราเห็นต่างกัน แต่จุดสำคัญในความสัมพันธ์พิเศษเช่นนี้ ยังคงต้องการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

1.โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และแองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน เห็นพ้องกันในการรับประกันสันติภาพและศักยภาพของประเทศต่างๆ ตามสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ในระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนาโต้ยังต้องมีกำลังความสามารถที่จะเผชิญกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 และการป้องกันความมั่นคง โดยมีรับรองว่าชาติพันธมิตรทุกชาติมีส่วนร่วมกันอย่างยุติธรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวจนถึงขั้นอาจจะถอนตัวจากนาโต้
อีกทั้งยังเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือในการต่อสู้กับการก่อการร้าย และร่วมมือกันทำให้พื้นที่ขัดแย้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือกลับมามีสันติภาพ นอกจากนี้ทรัมป์และเมอร์เคิลยังได้ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเยอรมันและสหรัฐของสองประเทศ โดยพร้อมจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีต่อไป ทั้งนี้ทรัมป์ได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมประชุมในกลุ่ม G-20 ที่จะมีขึ้นที่เมืองฮัมบูร์กในเดือนกรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับฟรังซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสด้วย ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐและฝรั่งเศสโดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมสร้างความมั่นคง

2.ทรัมป์ยังได้ต่อสายตรงถึงวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อวันเสาร์ โดยพร้อมที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์เชิงเป็นมิตรซึ่งเน้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลต่อกัน และตกลงที่จะทำงานร่วมกันเพื่อต่อสู้กับการกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ซึ่งแถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า ผู้นำทั้งสองหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในการจัดการกับการก่อการร้ายและเรื่องสำคัญอื่นที่ทั้งสองฝ่ายมีความกังวลร่วมกัน
ขณะเดียวกันแถลงการณ์ของเครมลินเปิดเผยว่า สหรัฐและรัสเซียตกลงที่จะกระชับความร่วมมือระดับทวิภาคี และผู้นำทั้งสองยังได้หารือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง อิหร่าน คาบสมุทรเกาหลี และยูเครน โดยต้องการที่จะทำงานร่วมกันในเชิงรุกอย่างมั่นคง บนพื้นฐานที่สร้างสรรค์ เสมอภาค และเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

3.ยุโรปเตรียมแผนเข้มงวดควบคุมการชำระด้วยเงินสด โดยจะหยุดการพิมพ์ธนบัตรฉบับละ 500 ยูโร เพื่อสกัดเส้นทางเดินทางการเงินของขบวนการก่อการร้าย ขบวนการค้านาเสพติด รวมทั้งเพื่อประหยัดตันทุนทางการผลิตของภาคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางต่อยอดจากเวทีประชุมของ WEF (World Economic Forum) ที่ดาวอส และประเมินผลจากข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเช่น โจเซฟ สติ๊กลิตซ์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) Ken Rogoff และอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ Larry Summers ที่ตอกย้ำให้รัฐบาลสหรัฐยกเลิกพิมพ์ธนบัตรฉบับ 100 ดอลลาร์
ทั้งนี้อาจจะให้มีผลบังคับใช้ที่ครอบคลุมถึงความเข้มงวดต่อการชำระเงินด้วยธนบัตรฉบับราคา 1,000 ฟรังก์สวิส ธนบัตรสิงคโปร์ที่มีราคา 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ธนบัตรญี่ปุ่นฉบับราคา 10,000 เยน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ฉบับราคา 1,000 dirham
โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นของนิวออร์ลีนในสหรัฐได้ยกเลิกที่จะชำระเงินสดสำหรับค่าแท็กซี่ รวมทั้งการทำธุรกรรมเงินสดของหลายสาขาซิตี้แบงก์ในออสเตรเลีย

4.Barrons แมกกาซีนเพื่อการลงทุนที่อิทธิพลในวอลล์สตรีทชี้ช่องทางดัชนีดาวโจนส์เดินหน้าสู่ระดับ 30,000 ในยุคบริหารของทรัมป์จนถึงปี 2025 หลังจากที่เพิ่งทะลุผ่านระดับ 20,000 เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยระบุว่าในปี 2017 ดาวโจนส์จะยังคงสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 5-10% ได้ ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังคงอยู่ท่ามกลางความกังวลในราคาหุ้นที่เป็นฟองสบู่มากขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ดาวโจนส์สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์โดยใช้เวลาเพียง 64 วันในการวิ่งทะลุผ่านจากระดับ 19,000 ถึงระดับ 20,000 เพียงแค่เหตุผลที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง โดยดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ลดลงเล็กน้อยที่ 20,093 ลดลง 7 จุดหรือ 0.04%

5.หลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งบริหารถอนสหรัฐออกจาก TPP ซึ่งเป็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnetship) อย่างเป็นทางการ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทรัมป์ยังได้ต่อโทรศัพท์พูดคุยกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเจรจาเงื่อนไขการค้าแบบทวิภาคี ซึ่งอาเบะได้กล่าวกับรัฐสภาของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นความยากลำบากที่รื้อฟื้นให้สหรัฐกลับเข้ามาใน TPP อีก เนื่องจากแนวคิดของทรัมป์ต้องการที่จะสนับสนุนข้อตกลงแบบทวิภาคีมากกว่าพหุภาคี
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งประกาศว่า จะไม่ละความพยายามที่จะดึงสหรัฐกลับเข้าร่วม TPP อีก แต่หากในท้ายที่สุดสหรัฐไม่ตอบรับ ก็อาจจะดึงจีนเข้ามาแทน โดยสานต่อกับญี่ปุ่นและเขตการค้าเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป

ข่าวล่าสุด