เมื่อเวลา 11.00 น. ตัวแทนจาก 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ , สภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย , สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สถาบันอิศรา สมาคมผู้สื่อข่าวภูมิภาคได้นัดประชุมหารือกันพร้อมทั้งแสดงจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน...ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยใช้ชื่องานว่า "รวมพลังต้าน กฎหมายคุมสื่อ"ซึ่งนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ที่สื่อมวลชนทุกระดับมาเพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน ส่วนตัวมองว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเมื่อฟังชื่อแล้วสวยหรู แต่เนื้อหานั้นไม่ใช่การปฏิรูปสื่อแต่อย่างใด เพราะทุกประเด็นที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นเป็นเหมือนการถอยหลังเข้าคลอง กลับไปในยุคที่อำนาจรัฐและการเมืองเข้ามามีอิทธิพลครอบงำการทำงานของสื่อได้มากกว่าที่เคยมีมา โดยหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุไว้ชัดเจนว่าสื่อไม่สามารถดูแลกันเองได้ ดังนั้นสิ่งที่คนทำสื่อจะต้องนำไปคิดกันก็คือว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับข้อสังเกตดังกล่าวคือการลดทอนกระบวนการหรือกลไกในการดุแลกันเองของสื่อโดยมีการตั้งกลไกใหม่ขึ้นมา ใช้ชื่อว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายลงโทษทางปกครองสื่อได้ ขณะเดียวกันยังมีอำนาจในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อนายเทพชัย กล่าวต่อว่าส่วนโครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกรรมการจำนวน 13 คน มีกรรมการจำนวน 4 คนที่เป็นปลัดกระทรวงหรือตำแหน่งได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี,ปลัดกระทรวงการคลัง,ปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตามตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นตำแหน่งที่นักการเมืองแต่งตั้งขึ้น ซึ่งชัดเจนว่าปลัดกระทรวงต้องเป็นคนที่สื่อถูกตรวจสอบ แต่กลับกันจะมาเป็นคนที่ตรวจสอบสื่อเสียเอง ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลที่จะได้ใช้อำนาจนี้ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายจะผ่านการพิจารณาจะไม่ใช่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่จะเป็นรัฐบาลที่จะมาหลังจากการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว เป็นสิ่งที่นักการเมืองปรารถนาอยากจะได้มาก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือการชงกฎหมายใส่พานให้กับนักการเมืองที่ต้องการกลับมาจะบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายที่ไม่ใช่ต่อผู้ทำวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เป็นต่อเสรีภาพ การรับรู้ข่าวสาร และอันตรายต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐของภาคประชาชน
นายโปรย สมบัติ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พร้อมที่จะร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อในการที่จะออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ โดยในวันที่ 17-18 ก.พ.จะมีการจัดสัมมนาที่ จ.อุตรดิตถ์ก็อยากจะให้มีตัวแทนจากองค์การวิชาชีพสื่อส่วนกลางไปให้ความรู้และความเห็นเพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ด้วยขณะที่นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า นอกจากที่จะมีการออกแถลงการณ์วันนี้แล้วก็อยากจะให้มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การรวมตัวกันของกลุ่มองค์กรเพื่อไปยื่นหนังสือคัดค้านยัง สปท. โดยให้ไปยืนที่หน้ารัฐสภา ใส่เสื้อสีเดียวกันเพื่อแสดงสัญลักษณ์การคัดค้านให้สาธารณะได้เห็นภาพ และอยากจะให้ชวนกลุ่มองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นมาร่วมการเคลื่อนไหวด้วย เพื่อให้รัฐร่วมฟังเสียง
ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. นายเทพชัย ได้อ่านแถลงการณ์ ร่วมกันของ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีเนื้อหาสรุปใจความสำคัญ 4 ข้อว่า 1.กฎหมายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนหลักพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่กลับเน้นหลักการควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้อำนาจรัฐ เข้ามาแทรกแซง การทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องหลักการของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งมีเจตนาให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ และปิดกั้นเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน2. สปท.โดย กมธ.ฯ สปท. ต้องทบทวนความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว3.หาก สปท.ยังผลักดันกฎหมายดังกล่าวต่อไป องค์กรวิชาชีพสื่อทั่วประเทศจะยกระดับ มาตรการในการคัดค้านร่างกฎหมายต่อไปให้ถึงที่สุด4.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเอง ด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสื่อมวลชนและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความมั่นใจภายหลังอ่านแถลงการณ์ นายเทพชัย กล่าวว่า การยกระดับในการคัดค้านเราจะทำถึงที่สุดนั้น โดยเชื่อว่า ยังมีโอกาสที่จะสื่อสารผู้มีอำนาจรัฐถึงอันตรายของร่างกฎหมายนี้ โดยเราจะเล็งทำความเข้าใจกับผู้มีอำนาจให้เห็นถึงผลร้ายของกฎหมายดังกล่าวทุกระดับทั้ง นายกรัฐมนตรี , รัฐบาล , คสช. , สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปท.ด้านนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ในต่างประเทศ เขาไม่มีกฎหมายที่เข้ามาแทรกแซงสื่อแบบนี้ อย่างไรก็ดียืนยันว่า สังคมไม่ต้องเป็นห่วงการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะจะดูแล ควบคุมเรื่องจริยธรรมสื่ออย่างเต็มที่ จะไม่ได้เนินการใดโดยไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการจริยธรรมในองค์กรซึ่งผู้เสียหายสามารถร้องเรียนองค์กรที่ตัวเองได้รับความเสียหายได้โดยตรง เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ของสื่อ
รายชื่อ 30 องค์กรสื่อมวลชนร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ...
1.สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ2.สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย3.สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย4.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย5.สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
6.สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์7.สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย8.สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย9.สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย10.สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
11.สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย12.สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย13.สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย14.สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย15.สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
16.สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย17.สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์18.สมาคมสภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย)19.สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)20.สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน
21.สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย22.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคเหนือ 17 จังหวัด23.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคอีสาน24.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคกลาง-ภาคตะวันออก25.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้
26.ชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโส27.ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม28.ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ29.ชมรมเพื่อเพื่อนช่างภาพสื่อมวลชน30.สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย