ขณะที่นักกลยุทธ์ของมอร์แกน แสตนเลย์ในฮ่องกงชี้ว่า หากทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี 45% กับสินค้านำเข้าจากจีนจะส่งผลต่อดัชนี MSCI ของจีน หรือ MSCI China Index ร่วงลงถึง 30% ในปีนี้
ทางด้านเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งอยู่ในระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐ ได้ร่วมหารือกับสมาชิกพรรครีพับลิกันเมื่อวานนี้ และกล่าวสุนทรพจน์ที่ว่า อังกฤษจะก้าวเป็นผู้นำโลกพร้อมๆ กับสหรัฐได้ในอนาคต โดยยืนยันในขั้นตอนการถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรป และเธอยังได้พบปะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหรัฐที่ก้าวเดินไปข้างหน้าในเวที่โลกด้วยกัน ในขณะที่ EIU ปรับลดสถานะสหรัฐหลุดอันดับประเทศที่มีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยบกพร่องเป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีของเม็กซิโกประกาศยกเลิกการเจรจากับสหรัฐที่มีนัดหมายกันในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้หลังจากที่ทรัมป์เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหารที่จะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐและเม็กซิโก โดยยืนยันที่จะให้เม็กซิโกเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้างด้วยการเรียกเก็บภาษีระหว่าง 5-20% จากสินค้าที่ผลิตจากเม็กซิโกที่นำเข้ามาในสหรัฐ
1.บทความของ China Daily ระบุว่า ได้ยกอันตรายที่เป็นผลกระทบด้านลบเนื่องจากข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ จากการที่ทรัมป์พยายามจะหยิบยกมาเป็นประเด็นที่จะกีดกันทางการค้ากับจีน เพราะทั้งสหรัฐและจีนเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลกในฐานะที่เป็น Supply Chain และ Value Chain ขณะเดียวกันหัวหน้าวิจัยของฝ่ายความร่วมมือทางการค้าระหว่างภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวเสริมว่า การค้า การลงทุน การเงิน และมิติอื่นๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นสิ่งที่ต้องผูกโยงไปด้วยกัน
ทั้งนี้ จากบทวิเคราะห์ของ Credit Suisse ที่ชี้ว่า ความสูญเสียไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับจีนฝ่ายเดียว แต่แบรนด์สินค้าดังของสหรัฐที่ไปลงทุนและจำหน่ายในจีนจะได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังจาก Nike Inc, General Motors Co, Ford Motor Co และ Tiffany & Co นอกจากนี้ สินค้าที่เป็นอิเลคทรอนิกส์ของจีนก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยทั้ง Lenovo Group และ ZTE Corp
2.ขณะเดียวกัน นักกลยุทธ์การลงทุนของมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจสหรัฐชื่อดัง ที่มีสาขาในฮ่องกง ก็มีบทวิเคราะห์ชี้ว่า หากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจากสินค้าจีนสูงถึง 45% จะส่งผลต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยที่ MSCI China Index อาจจะลดลงได้ถึง 30% ทำให้ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ลดลงต่ำที่ระดับ 2,800 หรือลดลงราว 10% จากระดับปัจจุบันที่ 3,100
แต่ถ้าเป็นการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 5% ภาพการลงทุนก็จะเปลี่ยนแปลง โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิตอาจซื้อขายสูงขึ้นหรือลดต่ำลง 500 จุด จากอัตราอ้างที่ระดับ 3,300 ในปีนี้
3.ในช่วงเวลาที่เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่อยู่ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐ เพื่อหารือในความสัมพันธ์กับทรัมป์นั้น ทางด้าน Economist Intelligence Unit หรือ EIU ของ The Economist แมกกาซีนชื่อดังของอังกฤษได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับของสหรัฐภายใต้ทรัมป์ว่าเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยบกพร่อง ทำให้เป็นการลดอันดับจากประเทศที่มีอันดับประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ (Full Democracy) เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่มีตวามบกพร่อง (Flawed Democracy)
โดยที่เป็นอันดับที่ตกลงเป็นครั้งแรก เพราะคะแนนตกลงอยู่ที่ 7.98 แล้ว ลดลงจาก 8.05 ในปี 2015 โดยต่ำกว่าระดับ 8.00 ที่ถือว่าเป็นเกณฑ์ของประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ ซึ่งภาวะดังกล่าวของสหรัฐเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง
4.ดาวโจนส์ยังคงเดินหน้าต่อเป็นวันที่สองหลังจากที่ผ่านทะลุ 20,000 ขึ้นมาปิดวานนี้ที 20,100 บวก 32 จุดหรือ 0.16% ส่วน S&P 500 ย่อตัวลง 0.07% ปิดที่ 2,296 หลังจากทะลุขึ้นไปยืนเหนือระดับ 2,300 ในช่วงตันชั่วโมงซื้อขาย และ Nasdaq ปิดที่ 5.655 ลดลง 0.02% ท่ามกลางความเปราะบางของสถานการณ์โลกปัจจุบัน เนื่องจากความกังวลในการใช้นโยบายกืดกันทางการค้าของทรัมป์ แนวโน้มการใช้นโยบายประชานิยมและชาตินิยมในยุโรปภายหลัง Brexit โดยเฉพาะท่าทีบรรยากาศทางการเมืองของฝรั่งเศสที่ต้องการจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปตามเยี่ยงอย่างอังกฤษ
5.สำหรับปฏิกิริยาตอบโต้ของประธานาธิบดีเม็กซิโกยืนยันจะไม่เข้าร่วมเจรจา 3 ฝ่ายที่จะหารือในข้อตกลงของสนธิสัญญา NAFTA ที่มีการนัดหมายกันในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อตอบโต้ทรัมป์ที่ประกาศที่จะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐและเม็กซิโก โดยยืนยันที่จะให้เม็กซิโกเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้างด้วยการเรียกเก็บภาษีระหว่าง 5-20% จากสินค้าที่ผลิตจากเม็กซิโกที่นำเข้ามาในสหรัฐ
โดยเป็นที่คาดว่าทั้งเม็กซิโกและแคนาดาจะถูกกระทบอย่างหนักเนื่องจากปริมาณการค้าของสองประเทศดังกล่าวกับสหรัฐมีมูลค่าค่อนข้างสูง โดยที่แคนาดามีการค้าทั้งส่งออกและนำเข้ากับสหรัฐเป็นมูลค่า 5.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 ส่วนเม็กซืโกมีการค้าทั้งจากการส่งออกและนำเข้าเป็นมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์โดยคาดว่าเม็กซิโกจะไดรับผลกระทบหนักหน่วงมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการค้ากับสหรัฐสูงถึง 90% ของมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศของเม็กซิโก