โดยประธานเฟดย้ำว่า เราไม่อาจจะรอและทนรับฟังว่าปล่อยให้ราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นถึงระดับที่ไม่อาจจะปกป้องได้ แม้แต่การทำให้ผู้ฝากเงินต้องสูญเสียรายได้ และเกิดสิ่งที่ทำให้คนจนกับคนรวยถ่างตัวกันมากขึ้น ทั้งที่ปัญหาทั้งหมดควรเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้มีความแข็งแกร่งพียงพอที่จะรองรับอาการช็อกในครั้งต่อไปได้
1.เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปกป้องการขึ้นดอเบี้ยเมื่อเดือนธันวาคมและพูดถึงเป้าหมายของนโยบายการที่กำลังเตรียมการต่อไปก็คือ การดูแลอัตราการจ้างงานและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นใกล้จุดที่เป็นเป้าหมายที่ ทำให้เฟดไม่อาจจะรอให้การขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นในการประชุมครั้งต่อไปได้
นอกจากนี้เสียงของคณะกรรมการนโยบายการเงินเกือบทั้งหมดมองเห็ยร่วมกันว่าจะต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปี 2017 แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับรู้ในนโยบายการเงินและสิ่งที่เฟดจะดำเนินการต่อจากนี้ไป โดยเธอได้รับฟังมาว่าคนกู้เงินยังต้องการดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่อัตราค่าข้างขั้นต่ำที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
แต่เธอก็มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งพียงพอที่จะรับมือกับการช็อกในครั้งต่อไปได้ รวมถึงจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้อย่างยั่งยืน และย้ำว่า ในปีนี้มีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งส่วนวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ยืนยันเฟดยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยังดำเนินต่อไป แม้ว่าได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม
2.เฟดสาขานิวยอร์คเปิดเผยรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตภาพรวมมีการขยายตัวเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนม.ค. โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ที่ระดับ 6.5 ในเดือนมกราคม โดยดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว แต่สำหรับการผลิตในนิวยอร์กมีการขยายตัวเล็กน้อย ซึ่งยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการจ้างงาน
ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนธันวาคมจากแรงหนุนของราคาน้ำมัน และค่าเช่าบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายปี CPI พุ่งขึ้น 2.1% ในปี 2016 สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% และเทียบกับระดับ 0.7% ในปี 2015
3.โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกโรงเตือนแคนาดาและเม็กซิโกเป็น 2 ประเทศรายต่อไปที่จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวนสนธิสัญญาการค้า NAFTA ในการตั้งกำแพงภาษีทางการค้าโดยเร็วที่สุดทันทีที่เข้าทำพิธีสาบานตน สร้างความตึงเครียดมากขึ้นหลังจากที่ได้เปิดสงครามค่าเงินและสงครามการค้ากับจีนไปเรียบร้อยแล้ว จนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวตอบโต้ในการเปิดประชุม World Economic Forun (WEF) ที่เมืองดาวอส โดยเปรียบทรัมป์ (ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง) ที่ต้องการนำนโยบายกีดกันทางการค้ามาดำเนินการนั้น เหมือนกักขังตัวเองอยู่ในห้องมืดโดยไม่สนใจคนอื่น จะนำไปสู่สงครามการค้าที่ไม่มีใครชนะในที่สุด
จน Anthony Scaramucci ที่ทรัมป์แต่งตั้งให้เป็นโฆษกด้านประสานงานกิจการสาธารณะต้องแก้ต่างแทนว่า ที่ผ่านมาเป็นความเข้าใจผิดในตัวทรัมป์ที่ยังคงยึดมั่นในแนวทางการค้าแบบโลกาภิวัตน์ เพียงแต่ต้องการทำให้การเจรจาทางการค้ามีความถูกต้องมากขึ้น รวมทั้งยังคงเปิดประตูที่จะพูดคุยกับนาโต้
4.ในเวทีประชุม WEF นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลโจเซฟ สติกลิตซ์ และลาร์รี่ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐสมัยบิล คลินตัน โดยเห็นด้วยและเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ กับการดำเนินการยกเลิดถือครองเงินสดเพื่อประหยัดต้นทุนทางเศรษฐกิจ โดยหันมาพัฒนาระบบการเงินดิจิตัลขึ้นมาแทน หลังจากที่อินเดียได้เตรียมการที่จะลดการถือเงินสดเพื่อการจับจ่ายใช้สอยอุปโภคบริโภคของคนอินเดียที่มีสัดส่วนสูงถึง 86% เพื่อเปลี่ยนผ่านไปเป็นการใช้เงินในระบบดิจิตัลมากขึ้น ซึ่งถึงแม้จะเกิดการประท้วงและจลาจลในหลายเมืองช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้กลับไม่มีใครออกมาขับไล่ผู้นำประเทศที่ขับเคลื่อนในเรื่องนี้
สำหรับลาร์รี่ ซัมดมอร์ส นั้น ได้เรียกร้องมาตลอดให้รัฐบาลสหรัฐยกเลิกการใช้ธนบัตรฉบับละ 100 ดอลลาร์เนื่องจากถูกใช้เป็นช่องทางของการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
5. สัญญาณลบเกิดขุเรกับกิจการสิ่งพิมพ์ทางด้านวิชาการของอังกฤษ และเป็นรายใหญ่ที่สุดของโลกหลังมียอดขายตกต่ำลงอย่างมาก โดยบริษัท Pearson ซึ่งเป็นเจ้าของสัญลักษณ์ Penguin Random House book มีราคาหุ้นดิ่งลงถึง 27% ต่ำสุดนับจากปี 2009 หลังจากพบว่ายอดขายของกิจการพิมพ์หนังสือด้านวิชาการและการศึกษาที่เป็น textbook ตกต่ำอย่างมาก จนต้องประกาศขายธุรกิจของ Penguin book เพื่อช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งเป็นขายในอีกหนึ่งกิจการต่อจากที่ได้ขาย Financial Times ให้กับ Nikkei ของญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้