อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกข่าวว่า ทางการจีนยังจะไม่เจรจากับสหรัฐในเรื่องนโยบายจีนเดียว แต่เร่งรัดว่าสหรัฐควรยึดถือเป็นเรื่องนี้เป็นความอ่อนไหวขั้นสูง ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า จีนยังคาดหวังที่จะให้มีการ Reset ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนต่อไป โดยที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังคงเดินทางเข้าร่วมถกนักธุรกิจ 3,000 คนในเวทีประชุม WEF ระหว่างวันที่ 17-20 มกราคมนี้ เพื่อนำเสนอบทบาทของจีนในระบบการค้าโลก ที่พร้อมทำสงครามกับความยากจน
ส่วนท่าทีของทรัมป์ที่ให้สัมภาษณ์กับวอลล์สตรีท เจอร์นัล กล่าวว่า เขาจะยึดในคำมั่นเรื่องนโยบายจีนเดียว ถ้าหากมีการประเมินผลออกมาว่าจีนได้ดำเนินการความคืบหน้าในเรื่องการค้าและค่าเงิน ซึ่งทรัมป์กล่าวหามาตลอดถึงความเอารัดเอาเปรียบของจีนในเรื่องดังกล่าว และมีแคมเปญจหาเสียงหาว่าจะตอบโต้ด้วยการขี้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนสูงถึง 45%
1.ความเสี่ยงของโลกในปี 2017 ที่ทั่วโลกต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะท่าทีของทรัมป์ในการให้สัมภาษณ์สื่อยักษ์ใหญ่ของวอลล์สตรีทนั้นตอกย้ำความต้องการเขย่าอย่างแรงกับความสัมพันธ์ของสหรัฐที่มีต่อสองมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย โดยทรัมป์ยืนยันว่าสิ่งแรกที่ต้องการพูดคุยกับจีนก็คือในเรื่องที่เป็นนักปั่นค่าเงินหยวนมาตลอด ซึ่งเขาไม่ต้องการเห็นในสิ่งเหล่านี้
ขณะที่ท่วงทำนองกับรัสเซียค่อเรื่องมาตรการแซงก์ชันของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในคำสั่งขับไล่นักการทูตและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ 35 คนของรัสเซียให้ออกจากสหรัฐในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันส่งท้ายปี 2016 นั้น ทรัมป์ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้นำรัสเซียมีความเป็นมิตรกับสหรัฐ
ในความไม่เป็นมิตรนี้ที่มีต่อจีนนั้น ทรัมป์คาดหวังจะล็อบบี้ให้ภาคธุรกิจสหรัฐที่นำเม็ดเงินลงทุนในจีนช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในวงเงินมากกว่า 2.30 แสนล้านดอลลาร์นับจากทศวรรษ 1990 กลับเข้าลงทุนในสหรัฐมากขึ้นเพื่อสร้างการจ้างงานใหม่อีกหลายล้านตำแหน่งงานเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากพลเมืองในสหรัฐ
นอกจากนี้สหรัฐยังเสียเปรียบดุลการค้ากับจีนตลอดช่วงทศวรรษโดย 2 ปีล่าสุดสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 3.66 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2015 และช่วง 10 เดือนแรกปี 2016 ขาดดุลการค้าอีก 2.88 แสนล้านดอลลาร์
2.ในรายงานประจำปี 2017 ของ WEF หนา 78 หน้า ในปี 2016 เปิดภาวะเสี่ยงของโลกในปีนี้มีจุดโฟกัสไปปัจจัยความไม่แน่นอนของในซีกโลกตะวันตกโดยเฉพาะในยุโรป และส่งผลจนเกิดเป็นความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลกจากผลการลงประชามติ Brexit ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาส่งผลต่อทิศทางของเงินยูโรที่ร่วงลงในรอบ 13 ปีและเงินปอนด์อังกฤษที่ดิ่งลงในรอบ 31 ปี ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
และยังจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในหลายประเทศของยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มการนำนโยบายชาตินิยมกลับมาบริหารประเทศ และเสี่ยงต่อความรุนแรงทางการเมืองและทางสังคมที่เป็นความท้าทายมากขึ้น
เรื่อยมาถึงผลการเลือกตั้งสหรัฐซึ่งทรัมป์คว้าชัยชนะ โดยยกประเด็นประชานิยมที่กดดันให้เกิดการนโยบายกีดกันทางค้าด้วยมาตรการสุดโต่งในการเจรจาทางการค้าและตั้งกำแพงภาษี ซึ่งท้าทายการแข่งขันเสรีในระบบการค้าโลกนับจากนี้ไป
3.นอกจากนี้ความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์และเงินยูโรจะทำให้เกิดอาการช็อกในตลาดค้าเงินโลกในปี 2017 นี้ ท่ามกลางความกังวลของบรรดาเทรดเดอร์ในตลาดค้าเงินต่อคำแถลงของเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่จะกล่าวถึงกระบวนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ต่อทูตทั่วโลกในวันอังคารนี้
โดยนักวิเคราะห์คาดว่าคำแถลงดังกล่าวอาจจะรวมถึงแผนการดำเนินกระบวนการถอนตัวออกจากอียูรวมอยู่ด้วย โดยเธอกล่าวก่อนหน้านี้ว่าอังกฤษอาจจะต้องแบกรับภาระอย่างหนักหากถูกอียูกดดันให้อังกฤษเร่งรัดถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกโดยไม่มีมาตรการมารองรับ
4.อาการช็อกของตลาดเกิดขึ้นในช่วงเปิดตลาดค้าเงินของเอเชียแปซิฟิกเมื่อไม่กี่โมงที่ผ่านมาซึ่งเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วร่วงลงมาแตะระดับ 1.1986 ดอลลาร์ ดิ่งลงถึง 1.6% ในช่วงต้นชั่วโมงซื้อขายของเช้าวันนี้ (16 ม.ค.) หลังจากปิดตลาดเมื่อวันศุกร์เงินปอนด์ร่วงลงที่ระดับ 1.2083 ดอลลาร์
ขณะที่เงินปอนด์เคยดิ่งลงระดับต่ำสุดที่ 1.1841 ดอลลาร์เมื่อปี 1985 นอกจากนี้เงินปอนด์ได้ร่วงลงถึง 19% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ นับตั้งแต่คนอังกฤษโหวต Brexit เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 โดยเงินปอนด์ในช่วงเวลานั้นอยู่ที่ 1.4877 ดอลลาร์
โดยเงินปอนด์ถูกกระหน่ำขายในวันถัดมาจากการลงประชามติ Brexit ดิ่งลงที่ 1.3679 ดอลลาร์ ทำให้ BIS หรือ Bank For International Settlements ได้ทำการสอบสวนสืบสวน (Investigative) หลังจากนั้น และได้มีการเปิดเผยผลสอบเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการดิ่งลงของเงินปอนด์ในทันที 6% หลังรู้ผล Brexit ไม่ได้เกิดจากการเทขายนักลงทุนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความผันผวนที่เกิดขึ้นของตลาดค้าเงิน
5.อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของตลาดการเงินปี 2017 ก็คืออัตราผลตอบแทนของบอนด์ (Bond Yield) รัฐบาลสหรัฐหากพุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุด Jeff Gundlach กูรูการเงินสหรัฐซึ่งเคยทำนายว่าทรัมป์จะชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดาหัฐและยังเคยทำนายในปีที่แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว ในปี 2017 นี้เขาเชื่อว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปีจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องโดยได้รับแรงกดดันจากขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งหากบอนด์ยีลด์ 10 ปีแตะระดับ 3.0% เมื่อไร ตลาดบอนด์ทั่วโลกจะเกิดการแตกตื่นอย่างรุนแรง
โดยก่อนหน้านี้โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐทำนายว่าหากบอนด์ยืลด์ 10 ปีขึ้นไปที่ 2.75% จะเป็นจุดอันตรายต่อตลาดการเงิน ขณะที่ Bill Gross กูรูลงทุนในตลาดบอนด์โลกชี้ว้าแค่พอนด์ยีลด์ 10 ปีพุ่งแตะ 2.60% ก็เป็นจุดเสี่ยงอย่างยิ่งต่อวิกฤติการเงินที่อาจเกิดขึ้นอีก เนื่องจากมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดบอนด์มูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2016 และทำให้กองทุนที่ลงทุนในบอนด์เกิดภาวะขาดทุนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม บอนด์ยิลด์ 10 ปีของสหรัฐหลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.59% ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็ค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนล่าสุดอยู่ที่ระดับ 2.39%