ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลกที่ร้อนแรงขึ้น เมื่อ Rex Tillerson ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาพูดถึงการรุกร้ำของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยการสร้างเกาะเทียบ หรือการตั้งฐานทัพเรือในภูมิภาคนี้เป็นการกระทบที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทิ้งทวนในคำสั่งส่งทหาร 3,000 นายและรถถังเข้าไปประจำพรมแดนโปแลนด์ประชิดรัสเซียอ้างเพื่อความมั่นคงในยุโรปตามสนธิสัญญานาโต้
1.ธนาคารกลางจีนเริ่มระมัดระวังต่อการที่จะใช้มาตรการควบคุมกระแสเงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งแบงก์ให้เก็บเป็นความลับเนื่องจากบทวิเคราะห์ต่างๆ มองเงินหยวนในภาพลบ รวมทั้งนายแบงก์ที่มีความต้องการขายเงินหยวนจำนวนมากจนกระทบต่อเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา ซึ่งค่าเงินหยวนร่วงลงถึง 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการไหลออกของเงินทุนจำนวนมหาศาลถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์นับจากเดือนสิงหาคม 2015 จนถึงช่วงปลายปีที่แล้วตามการประเมินของโกลด์แมน แซคส์
ขณะที่ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดลงที่ระดับ 3.01 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2016 จากที่เคยอยู่ในระดับสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2014 ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ได้ออกบทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่า การเข้าแทรกแซงเงินหยวนโดยการทำสว็อปในอนาคตของ PBOC ในช่วงหลังปีใหม่ 1-2 วันหลังจากที่เงินหยวนร่วงลงเกือบแตะ 7 หยวนในวันส่งท้ายปีนั้น จะยิ่งทำให้ทุนสำรองทางการของจีนลดลงโดยเฉพาะจะเป็นต้นทุนที่ PBOC ต้องแบกรับภาระทั้งหมดในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งก็จะส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีกและจะร่วงลงถึงระดับ 7.30 หยวนต่อดอลลาร์จนถึงปลายปี 2017 จาดที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 7.17 หยวนต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ PBOC สั่งเกาะติดใกล้ชิดการซื้อขาย Bitcoin ซึ่งเป็นการซื้อขายผ่านระบบดิจิตัล ที่ทำให้เงินหยวนร่วงลงถึง 20% เมื่อเทียบกับ Bitcoin ในขณะที่จีนยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาหนักหน่วงของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ระบุว่าเป็นนักปั่นค่าเงิน หรือ Currency Manipulator
2.ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง 3 มหาอำนาจสหรัฐ จีน และรัสเซีย เพิ่มความร้อนแรงมากขึ้น เมื่อ Rex Tillerson กล่าวในสภาซีเนตระหว่างการรับรองในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ว่า การที่จีนรุกล้ำสร้างเกาะเทียมและการสร้างฐานทัพเรือโดยส่งเรือรบเข้าไปในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และสหรัฐยังคงยึดคำมั่นในสิ่งที่ให้กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ต้องการให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคนี้ ซึ่งคำแถลงดังกล่าวนับเป็นการเปิดเผยท่าทีทางด้านการเมืองระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของสหรัฐในยุคทรัมป์ที่มีต่อทางการจีน
ในอีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามคำสั่งทิ้งทวนส่งทหาร 3,000 นายและรถถัง 40 คันเข้าไปประจำพรมแดนโปแลนด์ประชิดรัสเซียอ้างเพื่อความมั่นคงในยุโรปบริเวณคาบสมุทรบอลข่านตามสนธิสัญญานาโต้ รวมทั้งได้ส่งรถหุ้มเกราะอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปในเยอรมัน จากท่าทีของสหรัฐครั้งนี้ได้รับการโต้ตอบจากโฆษกรัฐบาลรัสเซียว่าเป็นการกระทำที่กำลังคุกคามรัสเซีย
3.ในขณะที่ทรัมป์เตรียมตัวสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ทางด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นำทัพนักธุรกิจจีนบุกเวทีประชุม World Economic Forum (WEF) ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ช่วงวันที่ 17-20 มกราคมนี้ เพื่อถกบทบาทของจีนในเวทีการค้าโลกต่อผู้นำและนักธุรกิจชั้นนำของโลก 3,000 คนนั้น
ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมที่จะเปิดตัวพบปะกับทีมงานของทรัมป์ ซึ่งรัฐบาลยืนยันที่จะให้สหรัฐคงนโยบายความเป็นจีนเดียว โดยในรายงานของ South China Morning Post ยังระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังต้องการกล่าวเตือนสหรัฐว่า การใช้นโยบายประชานิยมและชาตินิยมที่ทรัมป์ประกาศจะนำตอบโต้กับการค้าที่ไม่เป็นธรรมนั้น อาจนำไปสู่อันตรายในภาวะของสงครามการค้า
4.ราคาทองโลกเริ่มไต่ระดับขึ้นที่ 1,207 ดอลลาร์ต่อออนซ์ระหว่างชั่วโมงซื้อขายวานนี้ สวนทาง Dollar Index ทรงตัวที่ 101.36 และท่ามกลางสถานการณ์ที่ทรัมป์กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาในความสัมพันธ์กับการแฮ็คข้อมูลลับของรัสเซีย ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลดลงในวันพฤหัสฯ โดยที่ดาวโจนส์ยังคงไปไม่ถึงฝันที่ระดับ 20,000 ปิดที่ 19,891 ลดลง 63 จุดหรือ 0.32% ส่วน S&P 500 ปิดที่ 2,270 ลดลง 0.21%และ Nasdaq ปิดที่ 5,547 ลดลง 0.29%
ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า George Soros ต้องประสบการขาดทุนในปีที่ผ่านมาถึง 1 พันล้านดอลลาร์จากเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกที่มีมากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ สาเหตุเพราะเดิมพันว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะอยู่ในขาลงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถ้าทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ แต่ดัชนีดาวโจนส์กลับทำสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์ทะลุขึ้นไปสูงสุดที่ 19,999 ระหว่างเทรดช่วงต้นสัปดาห์นี้แต่หลังจากนั้นก็ทรงตัวลดลงตามทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
5.บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐที่เป็นอัตราอ้างอิงการลงทุนทั่วโลกเริ่มอ่อนตัวลงแตะ 2.36% ล่าสุด จากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 2.60% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากมี hint ข่าวว่ารัฐบาลในสมัยของทรัมป์จะก่อหนี้เพิ่มอีก 9 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโตในระดับ 3-4% ต่อปี อาจจะกระทบต่อฐานะงบดุล balance sheet ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้มีภาะเพิ่มขึ้นในการอัดฉีดเงิน และต้องขายสินทรัพย์ออกมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันให้เฟดอาจไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่พูดไว้ในการแถลงข่าวเดือนธันวาคมว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2017 นี้