เนชั่นทีวี

ข่าว

แบงก์ชาติเม็กซิโกทุ่ม 4 พันล้านดอลลาร์ปกป้องค่าเงินเปโซ หลังดิ่ง 14% จาก Trump Effect

10 ม.ค. 2560 | te

แบงก์ชาติเม็กซิโกทุ่ม 4 พันล้านดอลลาร์ปกป้องค่าเงินเปโซ หลังดิ่ง 14% จาก Trump Effect

ธนาคารกลางเม็กซิโกใช้เงินก้อนโตกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ปกป้องค่าเงินเปโซที่ดิ่งลงถึง 14% จากผลกระทบของ Trump Effect ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ขณะเดียวกันเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในหลายเมืองรวมถึงกรุงเม็กซิโกซิตี้ที่มีชาวเม็กซิโกหลายพันคนออกมาประท้วงและมีการปล้นสะดมปั๊มน้ำมัน หลังจากรัฐบาลปล่อยให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งขึ้น 15-20% สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว

ขณะที่ Larry Summers อดีตรัฐมนตรีคลังในสมัยบิล คลินตัน ออกมาวิพากษ์อย่างหนักในนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กระตุ้นให้ธุรกิจธนาคารของสหรัฐเร่งทุ่มปล่อยเงินกู้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับการเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่รอบใหม่

1.เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเม็กซิโกได้ใช้เงินจำนวนมากถึง 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อการปกป้องค่าเงินเปโซที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์จากกระแสเงินทุนไหลออก โดยค่าเงินเม็กซิกันเปโซดิ่งลงมากกว่า 14% เนื่องจากผลกระทบจาก Trump Effect นับจากวันเลือกตั้ง 8 พฤศจิกายน 2016
ขณะเดียวกันในกรุงเม็กซิโกซิตี้ก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่อนโยบายการปล่อยราคาน้ำมันลอยตัวซึ่งทำให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งขึ้น 15-20% จนชาวเม็กซิโกหลายพันคนออกทำการปล้นสะดมปั๊มน้ำมันในหลายเมือง
ทั้งนี้ เม็กซิโกเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดของสหรัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายตอบโต้ดุดเดือดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยประกาศจะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสกัดกั้นการอพยพของคนเม็กซิกัน และล่าสุดสั่งให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของอเมริกันทั้ง Ford และ Fial Chrysler ระงับการลงทุนเพื่อขยายโรงงานในเม็กซิโก ให้กลับมาลงทุนและจ้างงานในสหรัฐแทน พร้อมข่มขู่บริษัทโตโยต้าหากยังลงทุนในโรงงานที่เม็กซิโกอาจต้องเจอกับการตั้งกำแพงภาษีกับรถยนต์ที่นำเข้ามาขายในสหรัฐ

2.ล่าสุด Larry Summers ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์อาจก่อให้เกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ เนื่องจากทรัมป์ได้เสนอให้มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การทำธุรกรรมทางการเงินในวอลล์ สตรีท ซึ่งทำให้ตลาดการเงินตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากทรัมป์เตรียมการออกกฏข้อบังคับในระบบการเงินใหม่ พร้อมจะยกกฏหมายดอดด์-แฟรงค์ (Dodd-Frank Wall Street Reform and Consumer Protection Act)
โดยที่ Dodd-Frank Act เป็นกฏหมายที่บารัก โอบามา ได้ใช้กู้วิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐที่เกิดขึ้นช่วงปี 2008 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีความเข้มงวดในการทำธุรกรรมทางการเงินด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูลกองทุนเก็งกำไรเฮดจ์ฟันด์ การลงทุนของกลุ่มสถาบันการเงินในหุ้นและบอนด์ หรือสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ไปจนถึงการทำธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทำให้เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องประสบการล้มละลาย และส่งผลเป็นลูกโซ่ที่ทำให้ระบบการเงินสหรัฐตกอยู่ในภาวะ Too Big To Fail ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา
Larry Summers บอกว่าเห็นด้วยกับทรัมป์ในการใช้งบประมาณลงทุน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างงาน ซึ่งยังเป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า แต่กลับเป็นการเร่งให้ระบบธนาคารปล่อยสินเชื่อซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะนำมาสู่วิกฤติการเงินครั้งใหญ่ได้อีก นอกจากนี้เขายังมองว่านโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ที่มีต่อเม็กซิโกได้ส่งผลต่อค่าเงินเม็กซิกันเปโซที่ร่วงลงถึง 14% หลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง


3.AIIB หรือ Asian Infrastructure Investment Bank ซึ่งก่อตั้งโดยรัฐบาลของจีนรวมกับอีก 30 ประเทศด้วยทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ ประกาศเดินหน้าปล่อยกู้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางการค้าของประเทศต่างๆ ใน 3 ทวีปคือเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โดยปี 2016 ที่ผ่านมาได้ปล่อยกู้เป็นเม็ดเงิน 1.73 แสนล้านดอลลาร์ให้กับ 9 โครงการใน 7 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในสมัยของบารัก โอบามา มองข้ามความสำคัญของ AIIB ในฐานะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา แต่ท่าทีล่าสุดของ AIIB ยืนยันว่า ยังเปิดประตูสำหรับสหรัฐในยุคของทรัมป์ที่จะเข้าร่วมสนับสนุนเพราะ AIIB เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาของหลากหลายประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมา AIIB ได้รับความร่วมมือมากขึ้นจากพันธมิตรของกลุ่ม G-7 ทั้งอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส แคนาดา รวมไปถึงออสเตรเลียและเกาหลีใต้ ยกเว้นญี่ปุ่นและสหรัฐ

4.ผู้บริหารโตโยต้าในแถบอเมริกาเหนือให้สัมภาษณ์ยืนยันแผนการลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐช่วง 5 ปีข้างหน้า หลังจากที่เจอแรงกดดันจากทวิตเตอร์ของทรัมป์ให้ทบทวนการลงทุนขยายโรงงานในเม็กซิโก โดยโตโยต้าย้ำว่าเข้าใจดีต่อสิ่งที่ทรัมป์ต้องการให้บริษัทดำเนินการ แต่โตโยต้าเป็นเพียงผู้เล่นรายเล็กในเม็กซิโกเท่านั้น
ส่วน Jack Ma บุกทรัมป์ทาวเวอร์ หารือกับทรัมป์ถึงแผนความร่วมมือของการใช้ธุรกิจ Alibaba ช่วยการจ้างงานในสหรัฐตามแผนการสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่งงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเจาะเข้าตลาดผู้ซื้อในประเทศจีนได้ เนื่องจาก Alibaba ธุรกิจสัญชาติจีนซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุดของ Amazon ได้ขยายการบริการทั้งด้านธุรกิจการเงิน จนถึง e-commerce สู่การขนส่งโลจิสติกส์ไปทั่วโลกและมีตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ในจีน

5.ทางด้านบรรยากาศการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกเริ่มต้นสัปดาห์ค่อนข้างไร้ทิศทางเมื่อ Dollar Index ร่วงลงที่ระดับ 101.84 แต่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐเดินหน้าปรับตัวขึ้น Nasdaq ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่อีก ปิดที่ 5,531 บวก 0.19% สวนทางดาวโจนส์ปิดที่ 19,887 ลดลง 0.38% และ S&P 500 ปิดที่ 2,268 ลดลง 0.35% ขณะที่ทิศทางของราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะระดับ 1,182 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงสู่ 52.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ลดลงที่ 55.02 ดอลลาร์ หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าไนจีเรียยังคงเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน โดยคูเวตออกมาเปิดเผยถึงการไม่มีมาตรการตรวจสอบสมาชิกของกลุ่มโอเปกว่าได้ดำเนินการตามข้อตกลงที่จะลดกำลังผลิตลงวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล และนอกกลุ่มโอเปกอีกวันละ 6 แสนบาร์เรลแต่อย่างไร

ข่าวล่าสุด